ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้
- สวนปาล์ม ๒๐๐๐ไร่ ใช้ปุ๋ยเคมี ๓ครั้งใน ๑ปี ๓๖๐ตัน(ครั้งละ ๑๒๐ตัน) น่าจะถูกต้อง คือใช้ปุ๋ยเคมี(สูตร ...) ๑๘๐กก. ต่อ ไร่ แต่เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณที่ใช้ ต้องใช้มากกว่า ปุ๋ยเคมีหลายเท่า เพราะมีธาตุอาหารที่ต่ำกว่ามาก โดยปกติก็ต้องใช้มากกว่า ปุ๋ยเคมี ๕-๒๐เท่า หรือไม่น้อยกว่า ๑๐๐๐กก. ต่อไร่ ต่อปี (หรือ ๒๐๐๐ตัน ต่อ ๒๐๐๐ไร่)
- แม้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์จะมีข้อได้เปรียบ ด้านการปรับปรุงดิน(กายภาพ) และด้านการมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากมาย(ชีวภาพ) แต่เราก็มีข้ออ่อนด้อย ด้านธาตุอาหารหลักต่ำ(แม้จะมีธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม)(เคมีภาพ) ยากมากที่จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K เกินกว่า 3%(ยกเว้นจะทำสูตรพิเศษ ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ต้นทุนก็จะสูงตามไปด้วย)
- แม้ที่สวนจะใช้แต่ปุ๋ยหมักตื่นตัวในการใส่แปลงผักเพียงอย่างเดียวมายาวนานมาก แต่เราก็ได้ใส่หินร็อคฟอสเฟตเข้าไปในปุ๋ยหมัก เพราะนอกจากจะค่อยๆปลดปล่อยให้ ฟอสฟอรัส ยังให้ แคลเซียม และแมกนีเซียม และที่ควรจะพิจารณาคือ ผักอินทรีย์ ที่ต้องได้รับใบอนุญาตนานาชาติ สามารถให้ใช้หินฟอสเฟตได้(แน่นอน จัดเป็นปุ๋ยเคมีจากแหล่งธรรมชาติ)
- ไม่ใช่แค่สวนปาล์ม หรือสวนผัก จะเป็นนาข้าว ไร่อ้อย ไร่มัน ไร่ข้าวโพด หรือสวนยาง ก็ดี ยิ่งต้องการได้ผลผลิตสูงๆ มากๆ พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ยิ่งดูดใช้ธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมากๆ ถ้าธาตุอาหารที่เราใส่เข้าไปไม่เพียงพอ ดินก็จะขาดธาตุอาหารไปเรื่อยๆ (ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า ขาดดุลย์ธาตุอาหารในดิน)
- สวน 2S มีเนื้อที่ปลูกผักรวมประมาณ ๑๖๐๐๐ตร.ม. หรือ ๑๐ไร่ จะปลูกผักได้ประมาณ ๖-๗รุ่นต่อปี หรือเท่ากับ ๖๐-๗๐ไร่ต่อปี ในปีนี้ยังเหลืออีก สองเดือน เราใช้ปุ๋ยหมักตื่นต้วไปแล้ว ๑๕๐ตัน ซึ่งทำใช้เองมาเป็นปีที่ ๘ ติดต่อกัน ลองคำนวณต้นทุนเอาเองก็แล้วกัน แต่เราก็ไม่เคยท้อถอย เพราะเราเห็นประโยขน์ของปุ๋ยหมักตื่นตัว(ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง) แต่เราก็ได้ใช้ปุ๋ยหินร็อคฯ(ซิ่งเป็นปุ๋ยเคมีชนิดหนึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว) ใส่ในปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองให้ปุ๋ยหมักตื่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น
- ประเทศไทยปลูกข้าวนาปีประมาณ ๖๕ล้านไร่ และข้าวนาปรัง ๑๕ล้านไร่ ไม่สามารถจะหาปุ๋ยอินทรีย์ได้มากพอที่จะใส่ในนาข้าวเพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอ กับที่ต้นข้าว และข้าวเปลือกดูดใช้ (ยิ่งไม่ต้องรวม เมื่อต้องการผลผลิตต่อไร่สูง และไม่พูดถึงต้นทุนการขนส่ง) และถ้ารวมพืชเศรษฐกิจหลักอีกสัก ๓-๔ชนิด เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย และยางพารา ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เพียงพอ (ยิ่งถ้าจะใส่ไห้เพียงพอกับที่ พืชเหล่านี้ ใช้ธาตุอาหารในดินไปในแต่ละปี)
- การรณรงค์ไม่ใช่สารเคมีเป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง แต่การจ้ดปุ๋ยเคมีทุกๆชนิดเป็นสารเคมี น่าจะพิจารณาให้รอบคอบ แม้ว่าที่สวนจะเป็นสวนที่ใช้แต่ปุ๋ยหมักตื่นตัวเพียงอย่างเดียว(แต่ก็ยอมรับ หินฟอสเฟต ตามกติกาสากล) และไม่คิดว่า การผลิตผักปลอดภัย ควรจะเลือกเอาระหว่าง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีอย่างใดอย่างหนึ่ง
- 2S พูด และแสดงความคิดเห็นในฐานะเกษตรกรรายย่อยปลูกผักปลอดภัย เป็นอาชีพ และเรียนมาทางด้านพืชผักโดยตรง และเรียนต่อระดับสูงขึ้นด้านการจัดการศัตรูพืชผสมผสาน และโชคดี เป็นทีมแรกในประเทศที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมะเขือเทศ และพริกหวาน สำเร็จเป็นการค้าส่งต่างประเทศ(ใช้สารเคมี ทุกรูปแบบ) และก็โชคดีอีก เป็นทีมแรกในประเทศที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ส่งต่างประเทศ(ปัจจุบันเป็นเกษตรกรรายย่อยทำสวนผักปลอดภัยระดับหมู่บ้าน)
- 2S ไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง มีตัวตน มีสวนผักปลอดภัยระดับหมู่บ้าน ผลิตผักมากกว่า ๒๕ชนิด ๓๖๕วัน ให้ชุมชน บ้านไผ่ และอำเภอใกล้เคียง และ กล้ากล่าวว่า น่าจะเป็นเพียงสวนผักเพียงไม่กี่แห่ง ที่ใช้แต่ปุ๋ยหมักตื่นตัว และการจัดการองค์รวม ในการผลิตผักปลอดภัยโดยไม่ได้ใช้อะไรเลย เป็นสวนผักไม่กี่แห่งที่ ครอบครัวกล้าพาลูกหลานตัวเล็กๆ มาด้วยเวลามาซื้อผัก ๕บาท ๑๐บาท โดยสนิทใจ

