ก่อนที่จะได้นำเสนอ รูปภาพ-อธิบาย เรื่อง การฉีดน้ำฝอยแรง ควบคุมแมลงศัตรูพืชผัก ต้องขอย้ำเตือน และทำความเข้าใจเบึ้องต้นดังนี้ ควรฝึก และมองให้เป็นองค์รวม กล่าวคือ การปลูกผักปลอดภัย โดยใช้เพียงปุ๋ยหมักตื่นตัว จะให้ประสบความสำเร็จต้องนำ การจัดการองค์รวม มาใช้ร่วม อาทิ เช่น
- การฉีดน้ำฝอยแรง ควบคุมแมลงศัตรูพืชผัก
- การให้พืชผักได้รับแสงแดดเต็มที่ แต่ไม่ใช่ ๑๐๐%
- การเลือกสายพันธุ์ และชนิดของพืชผักให้เหมาะสมกับ ฤดูกาล และวิธีปลูกที่แตกต่างกัน
- การไม่ทำลายระบบรากพืชผัก และให้รากเจริญเติบโตอย่างสมดุลย์
- การเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อนใน แต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืช
- การเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน ของแมลงศัตรูพืชผัก
- การเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อนของแมลงที่มีประโยชน์ ตัวห้ำ ตัวเบียน
- และที่สำคัญที่สุด คือ การเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อนของตนเอง
- การใช้ปุ๋ยหมักตื่นตัว มิใช่เป็นการให้เลือกเพียงสองทาง ระหว่าง ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เราได้ใช้ปุ๋ยหินร็อคฟอสเฟต ใส่เข้าไปในการกองปุ๋ยหมักตื่นตัว เพื่อจะได้นำธาตุอาหารที่ละลายน้ำได้ยาก ให้จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักฯ ได้ช่วยย่อยสลายให้เป็นรูปแบบที่รากพืช หรือจุลินทรีย์ในดินจะสามารถนำไปใช้ได้ทันที อย่างมีประสิทธิภาพ และนี้ก็คือ หนึ่งในความสำเร็จของโครงการในปัจจุบันการปลูกผักปลอดภัย
-
- การฉีดน้ำฝอยแรง เป็นการควบคุมแมลงศัตรูพืชผักที่สำคัญ อาทิเช่น ไรแดง ไรขาว เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย หนอนใย และหนอนผีเสื้อกระทู้ต่างๆ
-
- การจะให้การควบคุมแมลง ให้ได้ผลสูงสุด และไม่ทำลายพืชผัก ต้องฝึก ต้องทำ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ล้มแล้ว ล้มอีก (เป็นร้อยๆครั้ง) ไม่มีวิธีลัด ต้องอดทน และค่อยๆพัฒนาแก้ไขไป โดยส่วนตัว ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ปี ในการทดลองย่อย ทำมาต่อเนื่องทุกๆวัน จนพอจะมีความสำเร็จบ้าง ในการฉีดน้ำฝอยแรงในปัจจุบัน ซึ่งไม่อาจขาดได้ในการปลูกผักปลอดภัยให้ประสบการสำเร็จ
-
- ขอให้กำลังใจทุกๆคน ให้สามารถประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ และปฏิบัติ ในการจัดการแบบองค์รวม อย่างไม่ย่อท้อ และขอให้มีความเชื่อมั่น(เต็มที่)ก่อนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปลูกผักปลอดภัยโดยไม่ได้ใช้อะไรเลย นอกจาก ปุ๋ยหมักตื่นตัว และวิธีการจัดการแบบองค์รวม
-
- การจัดการแบบองค์รวม มีความสำคัญมาก ในการผลิตผักปลอดภัย การที่ต้องทำครั้งแล้วครั้งเล่า ทดลองย่อยครั้งแล้วครั้งเล่า ล้มแล้วล้มเล่า เพราะในการผลิตเป็นการค้า แม้เขาจะยอมรับว่า ผักที่ผลิตปลอดภัยจริง แต่ทุกๆฝ่ายก็ต้องการทั้งปริมาณ คุณภาพ ทุกๆผัก ตลอดทุกๆวัน ในราคาที่สมเหตุ สมผล ทำให้การใช้ ปุ๋ยหมักตื่นตัว และการฉีดน้ำฝอยแรง แม้จะสำคัญระดับต้นๆ ก็ต้องปรับปรุงต่อเนื่องเพื่อรองรับการผลิต ระบบการปลูก สายพันธุ์ หรือฤดูกาลที่แตกต่างกัน เมื่อรวมกับ มาตรฐานที่ผู้ซื้อ หรือผู้บริโภคกำหนดไว้สูงระดับ มืออาชีพ(ระดับหมู่บ้าน และอำเภอเมือง)
-
- ด้วยความรู้ระดับหมู่บ้าน และเป็นเพึยงงานอดิเรก(จริงจัง) ทำให้ต้องปรับตัวมากจริงๆ ประกอบกับ ด้วยขีดจำกัด อย่างน้อยประการหนึ่ง คือ ระดับการศึกษาของทีมงานที่สูงสุดเพียงระดับ ป. ๖ ความไม่พอเพียงของปุ๋ยหมักตื่นตัว คุณภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และปัญหาไส้เดือนฝอยมีระดับรุนแรง ทำให้การผลิตมีความยุ่งยาก ต้องใช้เทคนิค วิธีการโดยองค์รวมจริงจัง ทีมงานแทบไม่มีเวลาพัก หรือเวลากินข้าวร่วมกันแม้แต่ครั้งเดียวในปี สองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบัน ซึ่งต้องผลิตตามความต้องการสูงสุด ในช่วงเกี่ยวข้าว ไปถึงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งมีมากมายจนไม่สามารถรองรับได้
-
- เพื่อเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีหน้า ๒๕๕๔ มีความจำเป็นต้องหยุดภาระกิจทาง บ้านสวนพอเพียง เพราะ ติดภาระกิจในการประกอบอาชีพ งานอดิเรก(จริงจัง) การปลูกผักปลอดภัยด้วยปุ๋ยหมักตื่นตัว และการจะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เนื่องจากอายุมากขึ้น และต้องการศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง อีกทั้งไม่ถนัดในการใช้ชีวิตในสังคมไซเบอร์ แต่ที่ทำในครั้งนี้ ก็เพราะรักในงานไอทีเกษตร และก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการคืนคุณให้แผ่นดินเกิดที่เรียนมาในด้านนี้โดยตรง จะพยายามทำให้ดีที่สุดตามเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยให้สัจจะว่า จะบอกเล่า ตามความเป็นจริง รู้ก็ว่ารู้ ไม่รู้ก็ว่าไม่รู้
-
- กลับมาเรื่อง การฉีดน้ำฝอยแรง ควบคุมแมลงศัตรูพืช คงต้องนำเสนอเป็นรายพืช ๕-๖ชนิดก่อน (และทะยอยอีกสักตอนหนึ่ง ถ้ามีการสอบถาม สนใจพืชผักใดเป็นพิเศษก็ค่อย นำเสนอต่อไป) จะไม่ลงรายละเอียดมาก เพราะไม่อยากให้จำ แต่อยากให้ฝึกทำ ปฏิบัติ ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับผู้ที่อยากปลูกผักปลอดภัย โดยใช้แต่ปุ๋ยหมักตื่นตัว
******************************************
******************************************

การฉีดน้ำผักบุ้ง ช่วงอายุ ๗-๑๐วันแรก และ สภาพหลังฉีดน้ำฝอยแรง

ผักบุ้ง แม้จะอายุสั้นนับแต่หว่าน หรือโรยเมล็ด ถึงเก็บเกี่ยวประมาณ ๒๒-๒๕วัน(หน้าหนาว ๓๕-๔๕วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิต่ำมากน้อยเพียงไร) แต่เมื่อปลูกจำนวนมากพอสมควร ต่อเนื่องตลอดทั้งปี จะมีปัญหาแมลงปากดูด รุนแรง โดยเฉพาะ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว ดูดน้ำเลี้ยงจากยอด และใบ เทคนิคการฉีดน้ำฝอยสามารถควบคุมแมลงเป้าหมายได้ ๘๐-๙๐
ด้านหน้า(ใกล้) ประมาณ ช่วง ๒เมตร ให้สังเกต ต้นผักบุ้งที่ฉีดน้ำฝอยแรง เปรียบเทียบกับยังไม่ได้ทำการฉีดน้ำ


การฉีดน้ำฝอยแรง

ด้านหน้าทางขวามือ(ใกล้) ให้เห็นต้นผักบุ้งยังไม่ได้ฉีดน้ำฝอยแรง เปรียบเทียบกับฉีดน้ำเรียบร้อยแล้ว

*****************************************

มะเขือเทศ น้อยคนนักที่จะทราบว่า เมื่อไม่ได้ใช้อะไรเลย ปัญหาแมลงสำคัญที่สุดจะกลายเป็น เพลี้ยแป้ง และมีเพลี้ยหอยบ้าง (ส่วนแมลงหวี่ขาว และเพลี้ยไฟ เป็นเพียงทฤษฎี แตกต่างกับเมื่อใช้สารเคมี เป็นปัญหาแมลงศัตรูที่สำคัญมาก) ส่วนเพลี้ยอ่อน น้อยครั้งมากที่จะเข้าทำลายมะเขือเทศ
ลักษณะใบมะเขือเทศที่ถูก เพลี้ยแป้ง ดูดน้ำเลี้ยง

ตัวเต็มวัย ตัวห้ำ ด้วงเต่า กำลังหากินหนอนชอนใบ กว่าจะหิวอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เพลี้ยแป้งก็ดูดน้ำเลี้ยงยอดมะเขือเทศ อิ่ม เต็มพุงเรียบร้อยแล้ว
ลักษณะการเริ่มเข้าดูดน้ำเลี้ยงของเพลี้ยแป้งลาย ซึ่งการควบคุมจะยุ่งยาก และต้องอดทนมาก เพราะ เพลี้ยแป้งจะเข้าดูดน้ำเลี้ยงทุกๆส่วนของมะเขือเทศ ในทุกๆช่วงอายุการเจริญเติบโต ถ้าไม่ใช้มีประสบการณ์ และเทคนิคสูงมาก ยากจะควบคุมให้อยู่ได้ตลอด ๔-๕เดือน (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) โอกาสที่จะควบคุมได้ก็พอมีบ้างแต่ ต้องเริ่มจากสายพันธุ์ และวิธีการปลูก (หมายถึง นอกฤดู ที่มะเขือเทศมีราคาสูง) การฉีดน้ำต้องฉีดขนานแนวขวาง ทะลุทะลวง ดอก หรือผลร่วงไปบ้าง (ดอก ผลร่วงมากน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์มีข้อที่ดอกหรือไม่)



ถ้าไม่ทะลุ ทะลวงฉีดน้ำฝอยแรง ยอมให้ดอกร่วงบ้าง โอกาสควบคุมเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย จะเป็นไปได้ยากลำบากมาก





สภาพหลังจากการฉีดน้ำฝอยแรง

สภาพหลังการฉีดน้ำ มะเขือเทศย้ายปลูกรุ่น ปลายเดือน กรกฎาคม โดยเรียกชื่อกันเอง ว่า มะเขือพวง แต่ตอนนี้สงสัยจะต้องเปลี่ยนชื่อเป็น บักทัน (พุทรา)



*****************************************

ลองทายดูบ้างว่า แมลงศัตรูอะไร ดูดน้ำเลี้ยงยอด แขนง และใบ มะเขือ



เพลี้ยแป้งลาย เช่นเดียวกับดูดน้ำเลี้ยงสร้างปัญหาในมะเขือเทศ
ส่วน มะเขือต่างๆ ยากมากในการควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ผล โดยส่วนตัว ใช้ระบบแต่งใบ และตัดยอดทิ้ง ๓-๔ครั้ง ยอมเสียเวลาช้าไป เกือบ ๒เดือน ยังอยู่ในการทดลองย่อย อย่างต่อเนื่อง คาดว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย อีก ๒-๓ปี ถึงจะเข้าสู่ระยะทดลองผลิตได้ เป็นพืชครู ยากมาก ถ้าจะปลูกโดยไม่ได้ใช้อะไร และไม่ใช่หน้าหนาว พืชในกลุ่มนี้ได้ตั้งใจจะทุ่มเท ทุกๆด้านให้ประสบความสำเร็จให้ได้ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เพราะ ผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกที่ดี ที่ปลอดภัย แม้ว่า ผลมะเขืออาจจะเล็ก และไม่สวยไปบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วๆไป

*****************************************

ปัญหาหลัก และสำคัญที่สุดประการเดียวในถั่วพู คือ เพลี้ยอ่อน


เมื่อตรวจพบเป้าหมายแล้ว ก็ต้องควบคุมให้อยู่ภายใน ๒-๓วัน



ทำการฉีดน้ำฝอยแรงทุกจุดที่พบปัญหาเพลี้ยอ่อน ทั้งสามจุด


ตรวจสอบผล หลังจากฉีดน้ำฝอยแรง ควบคุมเพลี้ยอ่อนในถั่วพู

ถั่วฝักยาว และถั่วพู มีปัญหาแมลงศัตรูสำคัญ เพียงชนิดเดียวคือ เพลี้ยอ่อน (ยกเว้น ถั่วฝักยาวจะมี หนอนเจาะฝักเพิ่มขึ้น) การควบคุม แม้โดยรวมจะคล้ายกัน แต่ในถั่วพูไม่ยุ่งยากเท่าใน ถั่วฝักยาว ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนรู้ ฝึกฝนเป็นปีๆ กว่าจะได้ระดับที่น่าพอใจ ตลอดช่วงเก็บเกี่ยว ๔๕-๖๐วัน
******************************************
เข้าตรวจสอบ ปัญหาเพลี้ยอ่อน เพื่อกำหนด ความแรงการฉีดน้ำฝอย และกำหนด เทคนิคการควบคุมเพลี้ยอ่อน และหลีกเลี่ยงการเสียหายของฝักถั่ว


หลังจากกำหนดเป้าหมาย เทคนิค ความแรงของน้ำฝอยก็เริ่มทำการควบคุมเพลี้ยอ่อน




หลังฉีดน้ำฝอยแรง เข้าทำการตรวจสอบผล และทำเครื่องหมาย จุดที่เพลี้ยอ่อน หรือสังเกต มดในจุดที่ต้องเข้าทำการควบคุมในวันต่อมา


จะเริ่มเก็บครั้งแรกภายใน ๒-๓วันนี้ หยอดเมล็ดในถุงดำ ในช่วงวันแม่ ถือว่า เร็ว และน่าพอใจค่อนข้างมาก

(*** มีต่ออีก ๕-๖พืชผัก ในตอนหลังเที่ยงคืนวันนี้ครับ ***)
***********************************************************************
************************************************************************
Bookmark/Search this post with