เส้นทางเศรษฐี

รูปภาพของ sothorn

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1215

หน้า 39

เรา กำลังอยู่ในยุคสมัยที่แนวคิดเกี่ยวกับทุนกำลังเปลี่ยน และเพราะแนวคิดเกี่ยวกับทุนเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานและคุณธรรมที่เกี่ยวกับงานทั้งหมดก็กำลังเปลี่ยนไปด้วย

ก่อน ที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจแบบเงินตราเต็มตัว ทุนหมายถึงการสร้างผลิตภาพจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น จับปลา, เบิกป่า, ทำนา, หรือตัดจากขาย ฯลฯ

ทรัพย์จึงเกิดจากแรงกายเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุดังนั้น ความขยันหมั่นเพียรจึงหมายถึงการหมั่นใช้แรงกายเพื่อสร้างทรัพย์

ความ รวยหรือความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจในชีวิต หมายถึงความมั่นคงด้านอาหาร, (มีข้าวเต็มยุ้ง) ด้านสังคม (คือได้การยอมรับและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น), และด้านจิตใจ (มีความสุขความพอใจในชีวิต)

คุณธรรมของ เศรษฐีที่นอกเหนือจากความขยันหมั่นเพียร จึงมีความหมายถึงการรู้จักประหยัด, อดออม, ไม่กินเหล้าเมายาและไม่ติดการพนัน แต่ก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และทำบุญสุนทาน เข้าวัดเข้าวา

ทุนจึงไม่ใช่เงินตรา แต่เอาเข้าจริงแล้วหมายถึงคุณธรรมที่จะกำกับการใช้แรงกายไปในทางที่จะก่อให้ เกิดทรัพย์อย่างยั่งยืนดังกล่าวต่างหาก

จนเมื่อแม้เศรษฐกิจเปลี่ยน เข้าสู่ระบบเงินตรามากแล้ว ผมคิดว่าทุนก็ยังไม่ใช่เงินตรา อย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติของเศรษฐีรุ่นเก่าๆ ของไทย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนหรือเชื้อจีน) ก็จะพบ "นิทาน" เรื่องเดียวกัน ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และมีน้ำใจต่อคนรอบข้าง จนเกิดเป็นเส้นสายเครือข่ายสำหรับทำธุรกิจของตัว

ส่วนทุนที่เป็นเงินตราก็ได้มาจากความขยันหมั่นเพียรและอดออมของตัว รวมกับการระดมทุนจากญาติพี่น้อง

จะ มีอะไรที่เพิ่มเติมเข้ามาก็เห็นจะได้แก่สิ่งที่เรียกให้ฟังดูขลังๆ ได้ว่า "ญาณทัศนะ" หรือการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ เช่น ทำโรงสีแข่งกับฝรั่ง, เดินเรือขนข้าวไปเมืองจีน ฯลฯ เป็นต้น เพราะมองออกว่าตลาดข้าวไทยในต่างประเทศนั้นจะขยายตัวต่อไปอีกนาน ถ้าพูดภาษาสมัยปัจจุบันก็คือ เศรษฐีเหล่านั้น "อ่านเกมออก"

แต่การ "อ่านเกมออก" ไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญเพียงอย่างเดียว ถึงอย่างไรก็ต้องมีคุณธรรมเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วควบคู่ไปด้วยเสมอ

ผม อาจพูดอะไรให้ฟังดูดีเกินจริงไปหน่อย เพราะในความจริงแล้ว พ่อค้าเศรษฐีเหล่านี้ก็เอาเปรียบผู้ผลิตและผู้บริโภคของตัวเท่าที่จะไม่เป็น อันตรายต่อธุรกิจของตัวอย่างแน่นอน

แม้กระนั้นก็ยังถือกันว่าคุณธรรมของเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วมีความสำคัญมากกว่า

ผม เข้าใจว่าลักษณะอย่างที่ผมกล่าวนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แต่ถือกันทั่วไปในโลกทุนนิยมว่า ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และชื่อสัตย์ (อย่างน้อยก็ดูเหมือนซื่อสัตย์) เป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็นเศรษฐี

" นิทาน" ประชาธิปไตยของอเมริกันในศตวรรษที่แล้วจะชี้เศรษฐีเหล่านี้ออกมาสักหนึ่งโหล เพื่อจะบอกว่าที่นี่ให้โอกาสอันเท่าเทียมกันแก่ทุกคน ดูเด็กจนๆ เหล่านี้สิ บัดนี้เขาคือใคร

ฉะนั้น ไม่แต่เฉพาะยุคสมัยที่ทรัพย์ย่อมมาจากแรงกายเพียงอย่างเดียว แม้ในยุคหลังจากนั้นซึ่งทรัพย์คือหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารแล้ว คุณธรรมเศรษฐีก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แปลว่าทุนที่แท้จริงไม่ใช่เงินตรา หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณธรรมบางอย่างที่จำเป็นสำหรับเจ้าของเงินตราด้วย

คนอายุรุ่นผม เมื่อได้ยินท่านนายกฯ พูดว่า คนเราไม่เป็นหนี้ก็ไม่รวย จึงฟังทะแม่งหูพิลึก เพราะ เราถูกสอนมาว่าเงินตราเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรับใช้คุณธรรมบางอย่างสำหรับ สร้างตัวเป็นเศรษฐี มีแต่เงินตราหากไร้คุณธรรมอย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสเป็นเศรษฐี

เล่นหวย เล่นพนันบอลยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเฮงที่สุดก็ได้มาแต่เงินตรา ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

แต่ คนแก่ขนาดผม มีชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วย่อมขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไปหมด ไม่แน่ใจว่าอะไรที่เรายึดถือนั้นมันไม่เหมาะกับกาลสมัยเสียแล้วกระมัง ยิ่งอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งแย่ลงไปใหญ่ เพราะท่านทำให้คนไทยทั่วไปเชื่อเสียแล้วว่า ความคิดอะไรที่ไม่ตรงกับท่านย่อมเป็นเศษเดนจากยุคอะนาล็อกทั้งหมด

แล้วกูจะได้ดิจิเติลกับเขาได้ไหมเนี่ย

อย่างไร ก็ตาม ผมจึงเอาประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ ทั้งไทยทั้งเทศออกมาอ่านหลายคนด้วยกัน แล้วพบว่า เออ จริงนั่นแหละ ผู้เขียนประวัติคนเหล่านี้ไม่ได้เน้นย้ำคุณธรรมเศรษฐีที่ผมและคนรุ่นผมคุ้น เคยอีกแล้ว

คุณธรรมใหม่คือ "อ่านเกมออก," กล้าได้กล้าเสีย, มีวิสัยทัศน์ซึ่งแปลตามหนังสือประวัติเหล่านี้ก็คือ อ่านออกว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันจะทำให้เกิดตลาดอะไร, ลดต้นทุนได้อย่างไร, ขยายและรักษาตลาดได้อย่างไร, ระดมทุนได้ในต้นทุนต่ำสุดได้อย่างไร ฯลฯ

"อ่านเกมออก" นี่แหละครับ ดูเหมือนจะเป็นคุณธรรมเศรษฐีรุ่นใหม่ที่สำคัญที่สุด เพราะจะสามารถเอาทุนที่เป็นเงินตราไปต่อทุนที่เป็นเงินตราต่อไปได้ไม่ สิ้นสุด ในขณะที่ความขยันหมั่นเพียรโดยเฉพาะที่อาศัยแรงกาย หรือการประหยัดอดออมแทบจะไม่เป็นคุณธรรมที่ประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ให้ความ ยกย่องเอาเสียเลย

และทุนย่อมหมายถึงเงินตราเพียงอย่างเดียว จะได้มาโดยไปกู้เขาหรือปั๊มหุ้นขายอย่างไรก็ตามที แต่ต้องมีทุนเป็นเงินตราเสียก่อนจึงสามารถเป็นเศรษฐีได้

ก็อย่างที่ผมพูดไว้แล้วแต่แรกนะครับว่า เมื่อแนวคิดเกี่ยวกับทุนเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานและคุณธรรมที่เกี่ยวกับงานก็เปลี่ยนไปด้วย

งานคือการรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง แล้วมองหาจนเจอช่องที่จะทำหรือเพิ่มกำไรในกิจการของตัว หรืออ่านเกมให้ออกนั่นเอง

ความ สามารถอย่างนี้ต้องใช้คุณธรรมอะไรบ้างดูเหมือนไม่ค่อยชัดนัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยังไม่มีใครสามารถเขียนแผนที่ของเส้นทางเศรษฐีสมัยใหม่นี้ได้ เพียงแต่เส้นทางเก่าที่เศรษฐีรุ่นเก่าเคยเดินๆ กันมานั้นใช้ไม่ได้แล้วแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูความจริงนอกประวัติของเศรษฐีรุ่นใหม่ ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่า เส้นทางเศรษฐีแบบเก่านั้นล้าสมัยไปหมดแล้วจริงหรือไม่ ยังมีใครที่เป็นเศรษฐีขึ้นมาได้จากคุณธรรมแบบเก่าอีกหรือไม่

แต่ในขณะ เดียวกัน ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้อาศัยแต่การ "อ่านเกมออก" เพียงอย่างเดียวจึงกลายเป็นเศรษฐีไปได้ เพราะจำนวนไม่น้อยของเศรษฐีเหล่านี้มีอะไรที่มัวหมองไม่มากก็น้อย ปนๆ อยู่ในประวัติเกือบทั้งนั้น

หลายคนยังมีคดีติดตัวค้างอยู่ที่ศาล บางคนก็อาศัยอำนาจการเมืองที่คุมเสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายให้ระงับคดี จนกว่าตัวจะพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง, บางคนก็สู้คดียืดเยื้อเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมอยู่ไม่ได้เลิก, บางคนก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจการเงินที่อาศัยช่องโหว่ของการค้าเงิน เอาเปรียบคนอื่น

และอีกหลายคนก็ประสบความสำเร็จจากธุรกิจสัมปทานใน ประเทศที่ไม่มีความโปร่งใสในเรื่องการให้สัมปทาน โดยเฉพาะในเอเชียและละตินอเมริกา อีกหลายคนรวยขึ้นมาจากผูกขาดในทางปฏิบัติเป็นเวลานาน เพราะอุดหนุนทางการเงินแก่เผด็จการ

ผมจึงไม่แน่ใจว่าในการค้าที่แฟร์ จริงๆ แค่ "อ่านเกมออก" จะเป็นคุณธรรมนำไปสู่ความมั่งคั่งล้นเหลือได้จริงหรือไม่ แต่ก็ไม่แน่ใจด้วยว่า คุณธรรมเก่าๆ สำหรับเป็นเศรษฐีนั้นยังใช้ได้ในโลกปัจจุบันหรือไม่

เลยไม่รู้จะแนะนำ คนที่อยากเป็นเศรษฐีว่าอย่างไร ทั้งๆ ที่คนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันดูอยากเป็นเศรษฐีกันทุกคน ไม่ค่อยเคยเห็นใครที่อยากเป็นคนธรรมดาบ้าง

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/bansuanporpeang/139954?page=1#437563