ไมเนอร์ ฟู้ด ลุยตลาดเบเกอร์

1 post / 0 new
unyana.mah2@gma...
Offline
Last seen: 2 เดือน 3 สัปดาห์ ก่อน
Joined: 7 มิ.ย. 2019 - 13:03
ไมเนอร์ ฟู้ด ลุยตลาดเบเกอร์

minor food

ไมเนอร์ ฟู้ด ลุยตลาดเบเกอร์

หลังจากที่ประสบปัญหาสัญญาพิซซ่า ฮัท และความน่าเชื่อถือของท้องถิ่นที่พัทยา แต่ไมเนอร์ ฟู้ดไม่ท้อถอยฝ่าฟันจนสำเร็จประสบชัยชนะ พร้อมกันเปลี่ยนแบนรด์พิซซ่า ฮัท มาเป็นพิซซ่า คอมปะนีแล้ว ไมเนอร์ ฟู้ด (Minor Food) ก็ไปโลดโดยมีแบรนน์ร้านอาหารและไอศกรีมในมืออีกกว่า 10 แบรนด์ใน minor food business โดยเฉพาะอาหารจานด่วนประเภทกริล แอนด์ ซิล ซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะรุกตลาดต่อไป
ทาง ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ได้ชูกลยุทธ์ Local Store Marketing ปั้นแบรนด์ ดีคิว กริล แอนด์ ชิล ได้แจ้งเกิดตลาดแฮมเบอร์เกอร์ หลัง บริษัทแม่มั่นใจศักยภาพพร้อมหนุนขยายสาขาเต็มสูบ เดินหน้าลงทุนขยายสาขาอย่างน้อย 10 แห่งใน 3 ปี หวังโกยยอดขายทะลุ 300 ล้าน
ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เปิดเผยว่า minor food brand นั้นมีแผนที่จะขยายสาขาร้านดีคิว กริล แอนด์ ชิล เพิ่มขึ้น โดยหลังจากที่ทดลองเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์เมื่อปีก่อน และได้รับกระแสการตอบรับที่ดีเป็ยอย่างยิ่ง เห็นได้จากยอดขายที่มีรายได้เฉลี่ย 20-30 ล้านบาทในปีแรก ที่สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในครึ่งปีหลังจะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา ซึ่งสาขาที่ 2 จะเปิดที่เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา ส่วนสาขาที่ 3 จะเปิดในศูนย์การค้าชั้นนำประมาณไตรมาสสุดท้ายของปี
สำหรับการตลาดจะเน้นกลยุทธ์ในเรื่องของ Local Store Marketing แทนกลยุทธ์แมส มาร์เก็ตติ้ง นั่นก็เพราะจะได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละสาขา ที่มีความแตกต่างกัน ตาม โครงสร้างองค์กร ไมเนอร์ ฟู้ด (minor food history) ที่มีเมนูอาหารจะมีความหลากหลายทั้งในประเภทอาหารฟาสต์ฟูด เช่น เบอร์เกอร์ และสลัด รวมไปถึงไอศกรีม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมียอดขายเฉลี่ย 2-3 ล้านบาทต่อเดือน
โดยจากการศึกษาตลาดเบอร์เกอร์ยังพบว่ามีช่องทางการตลาดให้ดีคิว กริล แอนด์ ชิล แทรกตัวเข้ามาได้ โดยจุดแข็งของดีคิว กริล แอนด์ ชิลคือเรื่องของคุณภาพสินค้า วัตถุดิบ และการให้บริการรูปแบบ food & treat รวมทั้งบรรยากาศในร้านที่เหมือนกันทุกสาขาทั่วโลก
ทั้งนี้ทางบริษัท minor food Thailand แม่ให้ความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย ที่จะขยายสาขาและทำให้มียอดขายสูงสุด จึงมุ่งสนับสนุนให้มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นให้ได้อย่างน้อย 10 สาขาภายใน 3 ปี โดยคาดว่าสามารถลงทุนได้เร็วขึ้น หลังจากที่ปรับลดต้นทุนการขยายสาขาลงได้ 20% โดยใช้งบเฉลี่ย สาขาละ 10-11 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่เคยใช้งบลงทุนที่ 15 ล้านบาท โดยหันมาเลือกใช้วัสดุภายในประเทศไทยในการตกแต่งสาขาแทนการนำเข้าทำให้ประหยัดเงินได้มากขึ้น
โดยหลังจากที่บริษัทมีสาขาดีคิว กริล แอนด์ ชิลแล้ว บริษัทได้เริ่มทำการตลาดอย่างจริงจังเพื่อสร้างแบรนด์สินค้านั้นให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงรู้จักแบรนด์ของ ดีคิว ในด้านของร้านไอศกรีมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามสิ้นปีนี้ทางบริษัทคาดว่าร้านดีคิว กริล แอนด์ ชิลจะมีรายได้อยู่ที่ 40-50 ล้านบาท ซึ่งหากเปิดครบ 10 สาขาคาดว่าจะมีรายได้มากกว่า 300 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันร้านดีคิว ไอศกรีม แดรี่ควีน มีสาขาทั้งสิ้น 211 สาขา จนถึงสิ้นปีนี้จะขยายเพิ่มเป็น 220 สาขา มีรายได้รวมเฉลี่ยประมาณ 1,000 ล้านบาท การเติบโต 20% ขณะที่ตลาดเบอร์เกอร์ โดยรวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 7-8%