"คิดถึงเธอ...บุ่งไหม... วันหนึ่งจะกลับไปหา"

หมวดหมู่ของบล็อก: 
Keywords: 

"คิดถึงเธอ...บุ่งไหม...วันหนึ่งจะกลับไปหา"


 


ยังอยู่ในความทรงจำ ความหาญกล้าที่จะลุยต่างถิ่นที่ไม่เคยไปเลย แว่บมาพร้อมแผนการ จากกรุงเทพฯสู่อุบล ถึงที่นั่นตีห้าโดยประมาณ ฟ้ายังมืด หมอกลงค่อนข้างมาก อากาศช่วงต้นหน้าฝนที่ค่อนข้างชื้น แต่เป็นอากาศที่บริสุทธิ์จริงๆ กับใจที่มุ่งมั่น ปลายทางข้างหน้า สถานที่คือที่สงบ เป็นที่พบกันในหมู่คนที่มีทิศทางเป้าหมายชัดเจน เพื่อคืนชีวิตสู่ความเป็นธรรมชาติที่ลดเหลือให้ตัวตนมีใช้เท่าที่จำเป็น อยู่อย่างเพียงพอและแม้จะพอแล้วก็พยายามให้เพียงพอกว่านั้น ทำให้มากแต่สะพัดสู่สังคม ชุมชน เพื่อผู้อื่นมากกว่านั้นอีกหากว่าทำได้ และขอให้ได้กราบผู้ทรงศีล นี่คืออุดมคติและอุดมการณ์ของชาวสร้างฝันให้เป็นจริง


จากท่ารถทัวร์ยืนละล้าละลังเหลือผู้โดยสารเพียงสองคน  อีกคนมีรถยนต์มารับแล้วกำลังขยับห่างออกไปในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า  สามล้อเครื่องหลายคันจอดอยู่ คนขับบางคนที่เอนตัวนอนบนที่นั่งในรถผงกศีรษะแหงะหน้าขึ้นมามองแล้วดึงหมวกผ้าเก่าๆคลุมหน้าหลับต่อ  อีกหนึ่งถึงสองคน มีท่าทีเชิญชวนและรอการตัดสินใจให้ใช้เขาอยู่


แล้วท่ารถทัวร์ตรงนี้กลับเงียบสนิทเสมือนยามวิกาล ไม่มีผู้คนสัญจร สุนัขสองสามตัวเมียงมอง เข้ามาใกล้แล้วดมกลิ่นฟุตฟิต ตัดสินใจเรียกคนขับหนึ่งในสองคนที่ยืนรออยู่ เป้าหมายข้างหน้า คือ ...บุ่งไหม...ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน


คนขับไม่ต้องตัดสินใจนานค่าโดยสารเจ็ดสิบบาท  ติดเครื่องรถแล้วพาสู่เส้นทางยามเช้ามืด สู่ชีวิตชนบทในท้องทุ่ง พาอีกหนึ่งชีวิตที่มีกระเป๋าเป้สะพายหลังบรรจุถุงนอน พร้อมมุ้ง ของใช้ และเสื้อผ้าอีกสองชุด หวังไปมีชีวิตข้างหน้าที่ขออาศัยข้าวกินกับที่ซุกหัวนอนปลอดภัยสักสองคืน  แต่ก่อนถึงสถานที่นั้นสองข้างทางเป็นท้องนาสลับป่าเปลี่ยว เงียบสนิท เสียงจั้กจั่นกับแมลงกลางคืนและกบเขียดร้องห่างๆ ผสมเสียงเครื่องรถที่ดังติดๆขัดๆ กับรถที่กระโดดไปมาบนเส้นทางขรุขระ เจ็ดสิบบาทในเมืองแป๊บเดียวก็ถึงเป้าหมาย  แต่ในยามนี้ทำไมนานนัก ลัดเลี้ยวเข้าท้องทุ่งที่ไม่มีบ้านผู้คนอาศัย นานๆจะเห็นสักหลังสลับกับบุกเข้าดงเป็นระยะ คนขับว่าเป็นทางที่ลัดที่สุดแล้ว  ก็คิดอยู่ว่าขอให้เป็นทางใกล้ที่สุดจริงๆ และถ้าเป็นได้ ขอเป็นทางที่ไวสุดๆ  ทำใจดีสู้เสือ และคอยชวนคนขับคุยให้รู้สึกกันเองขึ้นบ้าง  สำเนียงพื้นเมืองทางอีสานที่หลงใหลมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ที่เคยสู้หัดแต่ก็ยังพูดไม่ได้จนถึงวันนี้ พอจับใจความได้บ้างว่าอีกนิดเดียวๆ ...ก็จะถึง


ฟ้าเริ่มสว่าง สองข้างทางเป็นที่โล่ง เริ่มเห็นหลังคาเรือนน้อยในชนบทแต่ละหลังชัดเจนขึ้น  ถอนหายใจอย่างโล่งอกเบาๆ ขอบคุณสารถีผู้สัตย์ซื่อไม่พาไปต้มยำทำแกงที่ไหนเสียก่อน จ่ายเงินพร้อมคว้าอุปกรณ์แม้จะหนักแต่ก็เดินตัวเบา เบาทั้งกาย เบาทั้งใจ ปลดทุกอย่างทิ้งไว้เมืองกรุง  ชีวิตที่นี่ สามวันสองคืน ไม่ต้องคิดอะไรมาก มาเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต มาอย่างบ้าบิ่นในถิ่นที่ไม่เคยรู้เลยว่าอยู่ตรงไหนอาศัยเพียงคำบอกเล่า เงินติดกระเป๋าเป็นค่าเดินทาง ดีว่ายังไม่ถึงขนาดขอโบกรถสิบล้อมาจาก กทม.  อากาศยามเช้าที่นี่ดีมาก ไอหมอกเริ่มจาง แต่ความหนาวเย็นรอบตัวยังสัมผัสได้  ท้องเริ่มร้อง ขวดน้ำยังอยู่อีกครึ่งขวด ลูบท้องไปก่อน


ถึงแล้ว...บุ่งไหม


ได้น้ำลูบท้อง ได้ที่พักระเบียงชั้นบนของบ้านไม้สองชั้นที่ "ญาติ” ที่ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด เพิ่งเคยเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรกในชีวิต ให้เลือกพักได้ตามมุมที่ชอบตามหลังคนอื่นอีกสามสี่คนที่มาพักกันก่อนหน้า


คือชีวิตที่ค่อนข้างอิสระ ไม่ต้องแบกภาระใดๆนอกเหนือปัจจัยสี่ กิน อยู่ หลับ นอน กินใช้ให้น้อย อยู่พอกายกว้างคืบยาวศอก ไม่มากมาย และเมื่อมีแรงพร้อมสร้างสรรค์ ส่วนเหลือได้แบ่งปันแก่ผู้อื่น นี่คือสัจจะของชีวิต ต่างคนมีเป้าหมายมุ่งไปข้างหน้า ดุจเดียวกับปีนยอดเขาสูง เพียงแต่จะมีอินทรีย์พละมากพอไหมที่จะไปถึงตรงนั้น


......


เป็นความตั้งใจยิ่งนักในการมุ่งมั่นเดินทางมาครั้งนี้กับการหาโอกาสกราบ “ท่านผู้อยู่ในสมณะเพศ” อย่างรู้สึกปลื้มปิติใจพร้อมขอถ่ายภาพให้มีท่านติดในกล้องสักนิดก็ยังดี นี่คือที่มาแห่งแสงของชีวิต...สมณะเพศผู้ทรงศีล ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อเป็นต้นแบบแนวทางแก่ผู้มีศีลน้อยกว่าให้อดทนและพากเพียรกับการต่อสู้กิเลส กับกลิ่นศีลที่หอมทวนลม



....


แล้วเรื่องราวก็เริ่มต้นที่ “บุ่ง” โดยไกด์อาสาซึ่งคือชาวบ้าน ณ หมู่บ้านแห่ง ที่รู้สึกคุ้นหน้าแต่นึกไม่ออกว่าเคยได้เจอกันที่ไหน ไกด์ขันอาสาพาชมบุ่งอย่างเต็มใจพร้อมเล่าเรื่องราวของ “บุ่ง”ด้วยภาษาเมืองว่า บุ่งถูกจัดเป็นคลองหรือลำธารที่เกิดเองโดยธรรมชาติ  ช่วงน้ำขึ้นบุ่งนี้จะน่ารักมาก  เต็มไปด้วยธรรมชาติงดงาม  มีปลาช่อนที่เป็นปลาลูกครอกว่ายไปมามากมาย 



 ไกด์ไก่กับสะพานข้าม "บุ่งไหม"


 



แต่ในยามนี้มองลงไปในบุ่งมีต้นไม้สีเขียวตองเกิดขึ้นเห็นออกไปไกลตา มองเผินๆคิดว่าข้าวแต่แท้จริงไม่ใช่กลับเป็นต้นอะไรก็ไม่รู้  นี่เป็นสีเขียวหลายโทนที่ตัดกับฟ้าใสและเมฆงาม


 



ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ  แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิด


ตามที่พระท่านว่า  แล้วไกด์ก็ชวนคุยย้อนสู่อดีตล่าสุดที่ครั้งหนึ่งเราเคยเจอกัน ด้วยเหตุที่ไม่สบาย ไกด์ทวนความว่าในเหตุยามนั้นเป็นคนหนึ่งที่เคยรับความช่วยเหลือจากผู้เขียน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เก็บไว้ในความทรงจำเลย จึงได้แต่คลับคล้ายคลับคลา  จำได้แต่เพียงว่าหน้าตาอย่างนี้น่าจะได้เจอกันมาก่อน ในวันนี้มาพบกันอีกครั้ง ด้วยความยินดีและเต็มใจที่จะพาชมบุ่ง 


 


เสียงซาวนด์แทรค  นกร้องในพงไพรประกอบ  เสียงไพเราะมาก    เสียงเป็นธรรมชาติ  เราชมไม้ชมนก  แต่ดูเหมือนจะเป็นชมไม้เสียมากกว่า   นกจะไม่เห็นตัวเท่าใดนักได้ยินแต่เสียง 


 


 และคุยกันจนเลยมาถึงทางไปสู่ลำมูล


 


 


เมฆสวยอยู่อีกขอบฟ้าเป็นสีขาวสว่างตัดกับฟ้าใสสวยงาม ไกด์ไก่เล่าว่า  น้ำใสก็จริงแต่พอแล้งก็ขุ่น 


 


ผืนดินข้างลำมูลที่อยู่เบื้องหน้าภายใต้ขอบฟ้าใส  ว่า  ดินแดนนี้เวลาที่น้ำมาก็มาจริงๆ 


 



มีเรือหลายลำจอด ณ ชุมชนแห่งนี้ เป็นสัญลักษณ์ให้คิดถึงเรื่องกรุงเทพฯที่จะจมอยู่ในทะเล  คิดถึงพระเจ้าสร้างโลกใหม่ ก็ยังต้องมีเรือโนอา ...


 



 เรือลำสีสดใส



เรือลำใหญ่



 เรือที่อยู่เคียงใกล้กัน


.... 


กะถ่ายรูปผีเสื้อที่บินเกาะดอกไม้หนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง  แต่แค่คิดยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้มันก็ติดปีกไปไกลเสียแล้ว  งดงามจริง  ธรรมชาติอันสมดุล  แมลงปอบินว่อนไปมา  เริงร่าได้เพราะไม่ถูกพิษยากำจัดศัตรูพืช  พลังชีวิตรอบตัวที่หลากชีวิตกำลังถ่ายทอดแก่กัน  ทำให้พืชผักมีพลัง  ดีเหลือเกิน  คนเราก็ได้พลังจากต้นพืชนี้อีกทอด  พลังที่ไม่มีใครเป็นศัตรูของใครนี่นะ  ..........


 


 



ชีวิตที่ริมมูลสามวันสองคืน  จากวันนั้นถึงวันนี้สี่ปีแล้ว จาก ท่ารถทัวร์ถึงริมมูล กับการได้เริ่มต้นที่บุ่งไหม


 


 


แม้เวลาจะผ่านไป  แต่ก็ยังคิดถึงเธอนะ “บุ่งไหม”  สักวันคงได้กลับไปทีนั่นอีก  ไปให้ได้เห็นน้ำแห้ง เห็นบุ่งเป็นทุ่งสีเขียวของใบหญ้า เมื่อถึงหน้าน้ำ “บุ่ง” นี้ก็จะมีน้ำเต็มขึ้นมา เรือในชุมชนก็จะลอยสวยงาม...


 



ภาพน้ำในห้วงคิดคำนึงที่เต็มลำมูล ในขณะที่ดวงอาทิตย์รอลับขอบฟ้า  คิดถึงเธอ...บุ่งไหม  วันหนึ่งจะกลับไปหา ไปอยู่กับเธอให้นานเท่านานทั้งวันที่น้ำแห้ง และน้ำเต็ม

ความเห็น

คุณแก้ว ตั้งชื่อทัวร์ไพเราะมาก "ทัวร์ เพลินธรรม"...  แล้วจะไปถึงบุ่งไหม ไหมคะนี่

ตามไปด้วยคนค่ะ

สงบจิต สงบใจบ้างก็ดีนะค่ะ คนเรา

 

 

msn:lekonshore@hotmail.com

ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุข สนุกกับชีวิต อย่ามัวคิดอิจฉาใคร

ดีจัง คุณเล็ก ไปเพิ่มอีกหนึ่ง เดี๋ยวได้ปรึกษา คุณป้าหน่อย กับทีม คุณป้าหน่อยท่าทางจะชำนาญ อยู่ในพื้นที่ น่าสนใจเชียว

ป้าหน่อยเป็นชาวอุบลฯ คนพิบูลฯ

แต่ทำงานอยู่หนองคายค่ะ

ที่รู้จักบุ่งไหม อย่างแรก

นั่งรถเมล์เทียวอุบลฯ-พิบูลผ่านบ่อยๆ

อย่างที่ 2. ไปซื้อปุ๋ยขวัญดิน มาใส่นาข้าว

ยามที่น้องๆทำเองแล้วไม่พอ 

ไปซื้อปุ๋ยขนขึ้นรถ เสร็จแล้วก็โต๋เต๋ อยู่จนเย็นย่ำ

ค่อยกลับ ชอบดูกิจกรรมที่นั่น แต่ไม่เคยได้เข้าร่วม

บางทีนั่งดูน้ำเฉยๆ เป็นชั่วโมงก็เคยค่ะ

ไม่ไ้ด้รู้จักใครเป็นพิเศษ แต่ก็ชอบที่นั่นค่ะ

วันหน้า ถ้ามีโอกาสได้ต้อนรับ ที่อุบลฯ

จะยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ลูกอิสานกันดารแท้ แต่บ่อเหี่ยวทางน้ำใจเด้อ
หากแหม่นใหลหลั่งรินปานฝนแต่เมืองฟ้า
มาเด้อพวกพี่น้อง สานสัมพันธ์ให้มันแก่น
ให้ยืนยาวแนบแน่นพอปานปั้นก้อนข้าวเหนียว เด้อพี่น้อง

เห็นเรือก็รู้ว่า บ้านราช ผมเคยไปแค่ ทะเลธรรม

คุณลุงพูน ทะเลธรรม ไม่เคยไปเลยค่ะ เคยได้ยินแต่ชื่อน่ะค่ะ


มีโอกาสสักวันคงได้ไปเยี่ยมที่นั่นด้วย

เวลาผมไป จ.ตรังเกือบทุกครั้งต้องแวะไปที่นั่น คราวที่แล้วก็แวะไป ได้วิชา ความรู้มากำลังคิดจะเขียนบันทึกใหม่

คุณลุงพูน ได้ทราบอย่างนี้ ดีเชียวค่ะ จะได้ถือโอกาสเรียนต่อวิชา ความรู้ที่คุณลุงพูนกำลังคิดจะเขียนบันทึกใหม่


...ทะเลธรรมก็อยู่ไกลจากกรุงเทพฯเหมือนกันนะคะ

น้ำหวานมาอ่านตอนดึกนะคะ อ่านแล้วน้ำหวานจินตนาการเหมือนในฝันเลยค่ะ


ทำให้คิดถึงบรรยากาศแถวบ้านน้ำหวานจังค่ะ


บางครั้งเมื่อเราเดินไปหาความสงบบ้าง


เราก็จะเจอคำตอบที่เราหามาทั้งชีวิตก็ได้จริงไหมค่ะพี่สายคนสวยของน้ำหวาน


เมื่อไหร่พีสายจะไปหาบุ่งไหมอีกคะ น้ำหวานไปด้วยคนแรกนะคะ

 

เอ...หรือว่าตรงนั้นใกล้บ้านน้ำหวานด้วยนะ


แต่บรรยากาศอย่างนี้ ชวนให้ใจคอสงบและเย็นลงได้มากทีเดียวค่ะ


 

หน้า