เจอคำถาม ช่วยตอบทีครับ
วันนี้ผมโดนเพื่อนบ้านยิงคำถาม เป็นรุ่นน้องที่มีครอบครัวมีลูกแล้ว เขาเรียนจบ ม. 3 หรือ ม.6 ผมไม่แน่ใจ เขาเห็นผมเริ่มลงมือทำสวนหลังบ้าน เขาถามผมว่า "แล้วไปเรียนมาทำไม"
ผมได้ตอบคำถามน้องเขาไปแล้ว แต่ผมยังไม่บอกนะครับว่าผมตอบไปว่าอย่างไร ถ้าเพื่อนสมาชิกเป็นผม และกำลังคิดจะทำเกษตรแบบผม หรือทำเกษตรอยู่แล้ว จะตอบคำถามนี้อย่างไรครับ ลองตอบแทนผมหน่อยครับ
- บล็อกของ sothorn
- อ่าน 7358 ครั้ง

ความเห็น
rose1000
24 ธันวาคม, 2009 - 11:23
Permalink
เรียนไปทำไม?
การเรียนเพื่อให้รู้ในสิ่งที่เรียน รู้มากรู้น้อยขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาที่เรียนและขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเองว่าสนใจไขว่คว้าหาความรู้ใส่ตนมากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่เรียนในระดับเดียวกัน พูดง่ายๆ แม้แต่เพื่อนที่เรียนห้องเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน ความรู้ยังไม่เท่ากันเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนแล้ว จบแล้ว ไม่ว่าจะระดับใด จบด๊อกเตอร์ก็เถอะ ใช่ว่าจะรู้ในเรื่องนั้นไปเสียทั้งหมด จบด๊อกเตอร์ก็ยังรู้ไม่หมด เพราะความรู้ไม่มีวันเรียนได้หมด แค่พืชเพียงต้นเดียว(ชอบต้นไม้ ก็เลยยกตัวอย่างพืช) ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ต้นนั้นเรียนไปจนตายก็ยังเรียนไม่หมดเลย ไม่เช่นนั้นกรมการข้าวคงไม่กลับมาตั้งเป็นกรมอีกครั้ง สิ่งที่สำคัญของการเรียนก็คือ ความคิดต่างหาก การเรียนสอนให้เป็นคนรู้จักคิด รู้จักใช้สมองคิด หาเหตูและผล ในการกระทำสิ่งใดๆก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าจบอะไรมาแล้วต้องทำงานตามนั้นเสมอไป และสุดท้ายขอบอกว่าการเรียนไม่ใช่ว่าคุณต้องเข้าโรงเรียน หรือต้องเรียนในมหาวิทยาลัยได้อย่างเดียว อันนั้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆของการเรียนเท่านั้น การเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการเรียนใน "มหาวิทยาลัยชีวิต" ต่างหาก เรียนด้วยตนเอง เรียนได้ทุกวัน ถ้าคุณมีใจที่ใฝ่รู้ มหาวิทยาลัยชีวิตไม่มีวันจบ ไม่มีปริญญา มีแต่ความภาคภูมิใจของผู้เรียนที่ได้รับความรู้และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นสิ่งตอบแทนเท่านั้น
น้องคอพเตอร์
24 ธันวาคม, 2009 - 12:09
Permalink
ตอบ เรียนไปทำไม
ด้วยกรบความคิดเดิม ๆ ของพวกเราชนชั้นระดับรากหญ้า ทั้งบรรพบุรุษของเราและพรกเราบางส่วนในปัจจุบัน มักยึดติดกับความคิดที่ว่า หากเรียนหนังสือเเล้ว หมายถึงจบปริญญามาแล้วก็ต้องทำงานกินเงินเดือน รับราชการ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ เพื่อเป็นเกียรติเเก่วงศ์ตะกูล
กับคำถามที่ว่าเรียนไปทำไมหากต้องกลับมาจับจอบขุดดินทำสวนตัดยากถางหญ้าและอะไรอีกมากมายอย่างที่ปู่ย่าตายายของเราทำอยู่จะเสียเวลาไปเรียนทำไม สู้ตัดยางถางหญ้าจับจอบขุดดินปลูกผักตั้งแต่ต้นไม่ดีกว่าเหรอ เสียทั้งเวลาที่เรียน เงินทองที่ส่งเสีย และอะไรอีกตั้งเยอะ ผมว่าทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดของแต่ละคนนะครับ เพราะบางคนไปเรียนเพราะต้องการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวีตของตน ครอบครัว หมู่บ้าน สังคม เพราะวิธีการเดิมมักจะไม่ได้ผลแล้ว การทำนาไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร(ควน ก็ไปปลูกในที่ลุ่มสิเผื่อจะดีขึ้น) สังเกตคนที่เรียนมาสิครับว่าวถีชีวิตเขาเป็นอย่างไร ภาษที่เขาใช้สนทนากับผู้อื่น การแต่งกาย สัมมคาราวะ ครอบครัวลูกเมียเขาเป็นอย่างไร และอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่เราสมารถสังเกตได้ถึงความแตกต่าง ผมเขียนไม่ถนัดแต่ถ้าให้พูด จะได้ข้อมูลที่มากกว่า ผมพิมพ์ไม่เก่ง
Surin
24 ธันวาคม, 2009 - 19:12
Permalink
แล้วไปเรียนมาทำไม???-ขอตอบด้วยคน
คำถามนี้มันสะท้อนถึงแนวความคิด ค่านิยมของชนรุ่นก่อนๆได้ดีมากเลยครับ “อยากให้ลูกหลานเรียนเพื่อได้ทำงานสบายๆ เป็นเจ้าคนนายคน” และดูเหมือนว่าการเรียนรู้จะจบลงแค่ได้ใบปริญญาซะงั้น ทั้งๆที่การจบปริญญาเราเองก็ได้รู้ เท่าที่เขาบอกหรือบังคับให้รู้เท่านั้น น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ การเรียนรู้ที่แท้จริง(คือในสิ่งที่เราอยากรู้) มันต้องต่อยอดด้วยตัวเองและเรียนรู้ไปตลอดชีวิตครับ
ไม่ว่าเราจะเรียนจบสาขาใหนมาก็ตาม สิ่งที่เป็นผลพลอยได้นอกเหนือจากความรู้ในสาขาที่เรียนก็คือ ทักษะในการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ หรือ พัฒนาวิถีชีวิตแบบเดิมๆให้ดีขึ้น สามารถหลุดออกมาจากกรอบความคิด หรือค่านิยมเดิมๆ ได้ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจจะนำสิ่งที่ดีกว่ามาสู่เราก็ได้ หากทำเหมือนเดิมอย่างมากก็คงจะได้เท่าเดิม...ไช่ใหมครับ
และที่สำคัญอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้จำกัดวุฒิการศึกษาและสาขาที่จบมาอย่างอาชีพอื่นๆ..... แล้วทำไมคนที่จบคอม จบวิศวะ จบหมอ หรืออื่นๆ จะทำอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้ล่ะครับ การเรียนควรทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น มิใช่กลายมาเป็นตัวปิดกั้นทางเลือกเราให้แคบลง....เห็นด้วยไหมครับ
suthus
24 ธันวาคม, 2009 - 20:59
Permalink
เกษตรกรรุ่นเก่าๆส่วนมาก
เกษตรกรรุ่นเก่าๆมักคิดว่าส่งลูกหลานให้เรียนสูงๆแล้วจะได้ทำงานหาเงินสบาย มีเงินมากๆไม่ต้องมาเหนื่อยยากจับจอบจับเสียม ผมว่าเกษตรกรพวกนี้เป้นคนสิ้นคิดไม่พัฒนาไปสู่การเป็นเกษตรกรที่ดีกว่ายั่งยืนกว่า ส่วนเกษตรแบบที่พัฒนามีเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ปั๊มน้ำ ใช้เครื่องมือทันสมัยต่างๆและซ่อมแซมเป็น รู้จักคิดวิเคราะห์ระบบการให้ปุ๋ย ให้น้ำ การเก็บเกี่ยวรักษา การเพาะกล้า การปรับปรุงพันธุ์ ก็จะสามารถทำการเกษตรจนเป็นเถ้าแก่ได้ ซึ่งควรอย่างยิ่งที่จะมีในหลักสูตรการเกษตรทั้งในระดับมัธยม อาชีวะ วิทยาลัย มหาวิทยาลัย แต่กลับเป็นอันว่าพื้นฐานพวกเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักรกลเหล่านี้เข้าสู่สมองของนักเรียนนิสิตนักศึกษาระดับบนสายวิทย์สายช่างเกือบทั้งหมดเพราะอะไรระดับล่างถึงไม่สามารถรับเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก
"การตบมือข้างเดียวจะดังสู้มือทั้งสองข้างไม่ได้แน่ การเที่ยวโทษคนอื่นต้องดูตัวเราเองก่อนว่ามีวินัยขวนขวายขยันอดทนหาความรู้มากน้อยแค่ไหนกัน"
ท่านทราบหรือไม่ว่าบริษัทที่ทำการผลิตใหญ่ๆในเมืองไทยครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร ทุกวันนี้ผมเห็นชาวบ้านบอกว่าทำการเกษตรไม่ดีไม่คุ้ม แต่ให้บริษัทใหญ่เช่าที่ทำหรือขายให้ เห็นแล้วอนาถ เพราะเอาแต่งอมืองอเท้า คิดแต่ว่าทำแล้วไม่คุ้ม ไหนค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงเก็บเกี่ยว เผาๆขุดตัดสารพัดที่ฟุ่มเฟือย เหมือนการเอาเงินมาเผาไฟเล่นเพื่อให้ได้แค่ขี้เถ้าที่จะนำมาใช้ ไม่ได้คิดว่าส่วนดีที่ได้เผาไปมีค่ามากแค่ไหน ต้องการเร็วๆมักง่าย หรือไม่ก็เปลี่ยนไปมาในการทำเกษตรตามราคาผลผลิตที่คิดว่าดีในช่วงนั้นๆ(ทั้งชาติคงเลิกและทำหมุนเวียนไม่รู้จบ) ถ้าได้ทำแค่พอแก่กำลังของครอบครัวญาติพี่น้องช่วยๆกัน รู้จักการนำความรู้มาใช้ด้านการเตรียมพื้นที่ การเพาะ การปลูก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษซากวัสดุอินทรีย์ที่ตนเองคิดจะเผา แค่นี้ก็มีเงินเก็บมากกว่ากินเงินเดือนสำหรับผู้เรียนระดับกลางลงล่างแล้วละครับ ที่ทำงานหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง และสังคมในเมืองจนแทบไม่เหลือให้เห็น ต้องมาขอเงินทางบ้านขายที่ขายทางหรือไปขายแรงงานเมืองนอกจนที่ดินตกอยู่ในมือบริษัทที่ทำการเกษตรใหญ่ๆหมด
benzkr
9 มีนาคม, 2010 - 22:43
Permalink
ผมว่าเกษตรกรพวกนี้เป้นคนสิ้นคิด
"ผมว่าเกษตรกรพวกนี้เป้นคนสิ้นคิด" แรงไปไหมครับ อ. เกษตรกรที่มีลูกเกิน50%ก็หวังอยากจะให้ลูกของตัวเองได้ดี มีการมีงานทำที่สบาย มีเงิน มีเกียรติ ไม่ต้องมาลำบาก ส่วนมากจะเอาตรงนี้เป็นที่ตั้ง ผมว่ามันเป็นการกลั่นกรองข้อมูลเพียงแค่ด้านเดียว พวกเค้าเหล่านั้นไม่ได้มีประสบการณ์ในสังคมเมือง ไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้เห็นอะไรที่กว้างๆ จบ ป.4 เช้ามาก็อยู่แต่กับต้นไม้ ต้นหญ้า ดิน น้ำ ไม่ได้มีเจตนาขัดแย้ง อ. นะครับ เพียงแต่ผมเห็นแล้วแค่รู้สึกไม่เห็นด้วยนิดๆ
คิดเป็นก็มี คิดไม่เป็นก็มีเยอะ คิดเป็นแต่เห็นอะไรมาน้อยมีเยอะกว่า
ตามรอยพ่อหลวง เรียนรู้แนวคิด ใช้ชีวิตพอเพียง
แจ้ว
24 ธันวาคม, 2009 - 21:04
Permalink
ขอตอบด้วย
คำถามนี้ก็เคยเป็นผู้ถูกถามมาเหมือนกัน เรียนแล้วจบแล้ว ทำงานมาก็หลายที่ แต่ไม่ลงตัวสักที ทำงานนอกบ้านไม่มีเงินเก็บ กลับบ้านเราดีกว่า ช่วงแรกก็งง ๆ กับชีวิต ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แต่ก็เริ่มก้าวทีละก้าว จนตอนนี้รู้สึกได้ว่ามันแตกต่างกัน ทำงานนอกบ้าน ตามชนบทเค้าคิดว่ามันดี มีเงินเดือน ได้แต่งตัวสวย ๆ ขับรถสวย ๆ แต่นั่นมันเป็นรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป ทำงานกับบ้านมีแต่ได้กับได้ ไม่ต้องสวมถุงน่อง ไม่ต้องทาปากแดง เสื้อผ้าก็ไม่ต้องมียี่ห้อ น้ำมันรถก็ไม่ต้อง ประหยัดได้หลายอย่างเลย เรียนมาทำไม ตอบได้ว่าเรียนมาเพื่อปรับใช้กับชีวิตตัวเองค่ะ ตอนนี้เราก็ต้องเรียนอีกเรียนกับห้องเรียนชีวิตกันต่อไป...ไม่มีวันจบเหมือนพี่สุรพลบอกค่ะ
พี่น้องดา
24 ธันวาคม, 2009 - 23:02
Permalink
ขอตอบด้วย
ขอตอบด้วยคนค่ะ แต่จะตอบตามสไตร์พี่น้องดานะค่ะ คำถามนี้เคยมีคนถามดาเหมือนกัน ดาตอบไปว่า เรียนให้หายโง่ พอหายโง่เราจะได้รู้ว่า กลับบ้านมาปลูกผักดีกว่า
หุหุ.... อันที่จริง ดาเรียนเพราะอยากรู้ค่ะ ส่วนที่ปลูกผักนะ ปลูกเพราะชอบ ถ้าวันใหนอยากรู้เรื่องอะไรอีก ก็จะเรียนอีก แต่ปลูกผัก ก็ไม่เลิกนะ เพราะยังชอบอยู่
ผู้มีความเพียรอย่างแรงกล้า เท่ากับประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
james
24 ธันวาคม, 2009 - 23:33
Permalink
เราจะเรียนไปทำไม เมื่อท้ายที่สุดก็ต้องมาเป็นเกษตรกร
ผมออกไปเรียนนอกบ้านเพื่อให้รู้สิ่งที่ไม่มีในบ้าน ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ได้ศึกษาวิธีการคิด การหาข้อมูลเพื่อนำมาแก้ปัญหาที่เจอ แล้วบันทึกสิ่งเหล่านั้นเพื่อปรับปรุงวิธีทำในครั้งต่อไป ถ้าผมไม่มีโอกาสเรียน ผมก็คงไม่มีฐานความคิดแบบทุกวันนี้ ผมก็คงทำการเกษตรแบบเบียดเบียนแผ่นดิน ฉีดยา ใส่ปุ๋ยเคมี ตามที่ผมได้รับรู้มา แต่ตอนนี้ผมพบทางสว่าง ที่เห็นความสำเร็จอยู่ข้างหน้าแล้ว เท่านั้นเองครับ
คำตอบของผมครับ ถ้ามีใครถามผม
saw_ronrae
27 ธันวาคม, 2009 - 12:02
Permalink
อยากตอบด้วยคน
มีคนถามเหมือนกัน ถามเยอะมาก ตั้งแต่วัยรุ่น จนถึงผู้สูงอายุ ถามว่าไปเรียนมาทำไม ไม่ไปหางานทำ เรียนแล้วมากรีดยาง ไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ เลยตอบไปว่าเรียนเพื่อให้รู้ เพื่อเปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น ได้รู้จักเพื่อนหลากหลาย รู้จักเข้าสังคม
ทำไงได้ก็เราชอบงานแบบนี้นิ ทำงานของตัวเองเป็นเจ้านายตัวเอง ดูเป็นอิสระดีออก ไม่ต้องอยู่ในกรอบของคนอื่น
นนท์
27 ธันวาคม, 2009 - 20:16
Permalink
ขอคิด..ด้วยคนครับ
การที่จะตอบนั้น.. ผมคิดว่าคงต้องดูที่ผู้ตั้งคำถามก่อนดีกว่าครับ ถ้าต้องการถามแบบประชดประชันหรือดูถูกเหยียดหยามผมคงแนะนำว่า ไม่ควรตอบครับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าตอบดีมีเหตุผลอย่างไร ผู้ถามเขาก็คงไม่อยากฟังคำอธิบายหนักหรอกครับ..(เขาเรียกว่าอย่าเอาขวดโหล ไปฟัดหัวพานเลยครับ)
แต่..หากผู้ถามต้องการอยากทราบแนวความคิดหรือเปิดใจรับฟังเหตุและผล ผมก็ข้อเสนอแนะนำว่าควรที่จะตอบครับ.. ผมคิดว่าทุกท่านในเว็บบ้านสวนฯ มีชุดความคิดที่ดีที่สุดและเข้าใจหลักปรัชญาฯของในหลวงท่านดีอยู่แล้ว เพียงแต่นำเสนอให้ผู้ถาม เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ดีเสียอีกครับจะได้แนวร่วมเพิ่มขึ้น ทำให้สังคมรอบบ้านน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยครับ..
ขอโทษด้วยครับ..ที่ตอบไม่ตรงประเด็น ที่คุณโสทรอยากให้ตอบครับ
NONT..
หน้า