วิศวกร? หรือ วิศวเกษตร? ตอนที่ 2

หมวดหมู่ของบล็อก: 

ตอนที่ 2 วิกฤต คือ โอกาส


หลังจากที่ทัศนคติที่ผมมีต่อรูปแบบการทำงานบริษัทมันเปลี่ยนแปลงไป ความทุ่มเทมันก็เริ่มลดลง แต่ความรับผิดชอบยังเท่าเดิมนะครับ ทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายเต็มร้อยเหมือนเดิม แต่เริ่มศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการประกอบอาชีพอิสระ พวกธุรกิจส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ทมากขึ้น เพื่อดูว่าตอนนี้คนเขานิยมทำอะไรกันและมีอะไรที่เหมาะสมกับเรา และเราพอจะทำได้ ผมตั้งโจทย์ในใจว่า อนาคตข้างหน้าผมควรทำอะไร? จนกระทั้งวันหนึ่งผมได้เข้าไปใน Wep.Youtube.Com แล้วได้ไปเห็นคลิป “ลุงนิลคนของความสุข” เกษตรกรผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยล้มเหลวจนเคยคิดที่จะจบชีวิตตัวเอง แต่แล้วเขาก็พลิกชีวิตตัวเองกลับมาประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน  โดยดำรงตนอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง   ผมเปิดดูสารคดีของลุงนิลด้วยกันกับแฟน ซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยความสนใจและสงสัยว่า ลุงนิลทำได้อย่างไร? และการเกษตรผสมผสานมันเป็นอย่างไร? ดูซ้ำหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมใน Wep. Google.Com เกี่ยวกับการเกษตรแบบผสมผสาน จนได้มีโอกาสพบเห็นเกษตรกรตัวอย่างท่านอื่นๆ อีกมากมายหลากหายรูปแบบ แต่ละคนจะมีรูปแบบของตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ก็คือ การทำกิจกรรมบนพื้นฐานของคำว่า “พอเพียง”


ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักลุงนิลบนโลกอินเตอร์เน็ท ผมก็ให้คำตอบกับคำถามในใจของตัวเองได้แล้ว ว่าผมควรทำอะไร? คงไม่ต้องตอบนะครับว่า มันคืออะไร


แต่ในใจส่วนลึกของจิตใต้สำนึกก็ยังมีข้อขัดแย้งอยู่อีกหลายอย่าง เช่น จะทำเกษตรแล้วเงินทุนละมีหรือยัง? แล้วรถที่ยังต้องผ่อนอยู่ทุกเดือนอีกละจะเอาเงินที่ไหนส่งค่างวด? ไหนจะเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ต้องส่งคืนทุกปีอีกละ? โอแม่เจ้า!!!  ใจมันเต็มร้อย แต่ ความพร้อมไม่มีเลยเอาเสียเลย!  ทำให้ผมได้แต่ฝัน..ฝัน..แล้วก็ฝัน ว่าเมื่อไหร่ที่ผมพร้อมผมจะกลับไปทำการเกษตรแบบผสมผสาน นั่นซิ!!! แล้วมันเมื่อไหร่ละ? หลายคนคงติดปัญหาเดียวกับผม


แต่แล้วโอกาส (วิกฤติ) ก็มาถึง เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผมไปรับตำแหน่ง Supervisor ฝ่ายผลิต แต่ยังคงทำงานควบในตำแหน่ง Supervisor ฝ่ายวิศวกรรมการผลิต ในตอนแรกผู้บริหารบอกว่า “ต้องการให้ผมเข้าไปช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่เยอะแยะมากมายในฝ่ายผลิต” ผมก็เลยไม่คิดอะไรมาก ก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ถึงแม้งานจะหนักขึ้นเป็นเท่าตัว จนผ่านไปสามเดือน ก็มีคำสั่งแต่งตั้งออกมาอีกรอบ คราวนี้ให้ผมไปรับตำแหน่ง Supervisor ฝ่ายผลิตวัตถุดิบด้านเส้นใย Polymer  เสริมความแข็งแรง เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง ตอนนี้ก็ควบสามกระทรวง มันส์มาก!! ในหนึ่งวันผมต้องนั่งทำงานสามโต๊ะ แต่ก็ยังคงทำงานที่รับผิดชอบต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกว่าภาระงานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะเดิมทีผมก็ทำงานให้กับทั้งสามฝ่ายนี้อยู่แล้ว แต่เป็นงานสนับสนุน มันจึงไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับผม บางครั้งพี่ๆ น้องๆ ที่บริษัทก็มีแซวบ้างว่า “ผมไปเหยียบตาปลาผู้บริหารบ้างหรือเปล่า!” จนเวลาผ่านไปอีกประมาณสามเดือนหนังสือแต่งตั้งก็ออกมาอีกฉบับ คราวนี้หนักหน่อย คือ มีคำสั่งให้ยุบหน่วยงาน ฝ่ายวิศวกรรมการผลิตที่ผมเป็นผู้บุกเบิกมาตั้งแต่ต้น และสั่งย้ายผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดผมทั้งหมดให้ไปสังกัดกับฝ่ายผลิต และแต่งตั่ง (แต่งตั้งไม่ใช่โยกย้าย!) ด่วนผมไปรับตำแหน่ง Supervisor ฝ่ายซ่อมบำรุง ประมาณว่าประกาศออกวันนี้พรุ่งนี้ให้มีผลบังคับใช้  ย้ายด่วน!!! แต่ผมก็ยังคงยิ้ม แล้วบอกกับตัวเองว่า “ชีวิตผมปีนี้มันคงติดสปริงก็เลยโดนเด้งบ่อย ช่วงระยะเวลาไม่ถึงปี เด้ง 3 ที่” แต่ก็ดีหน่อยเพราะรอบนี้ผมรับผิดชอบเพียงกระทรวงเดียว แต่ก็งงๆ เพราะจะให้ผมไปทำอะไรที่หน่วยงานซ่อมบำรุง  ผมเลยไปถามผู้จัดการฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่อนุมัติให้ย้าย ว่า “จะให้ผมไปทำอะไรที่หน่วยงานซ่อมบำรุงครับ?” แต่กลับไม่มีใครให้คำตอบได้ มีเพียงคำตอบเดียว คือ “เองต้องไป ถ้าไม่ไปเท่ากับฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา” เอาแล้วไง!! สงสัยจะเหยียบตาปลาเข้าแล้วจริงๆ


เย็นวันนั้นผมรีบโทรศัพท์กลับบ้านเพื่อปรึกษาพ่อกับแม่ ว่าผมควรทำอย่างไรดี? ในตอนนั้นพ่อกับแม่บอกกับผมว่า “ให้ทนทำไปก่อนหรือไม่ก็ลองหางานใหม่ดู เพราะแม่ยังไม่อยากให้กลับบ้านตอนนี้ กลับมาแล้วไม่รู้จะมาทำอะไร ยางแปลงใหม่ก็ยังกรีดไม่ได้” เท่ากับว่าคงเหลือทางเลือกให้ผมสองทาง ทางแรก คือ ทนทำงานที่นั่นต่อไปและทำมันให้ดีที่สุด กับทางเลือกที่สอง คือ เปิดโอกาสให้ตัวเองโดยการหางานใหม่ที่ดีกว่า รุ่งเช้าของอีกวันผมเลยตัดสินใจเลือกทางเดินที่สอง และยื่นใบลาออกเพื่อเตรียมหาที่ทำงานใหม่ วันนั้น ผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุงพูดกับผมว่า “พี่คงเป็นผู้จัดการที่แย่มากๆ รับเองมาเป็นลูกน้องได้ไม่ถึงครึ่งวันเองก็ลาออก”


หลังจากที่ผมยื่นใบลาออกสิ่งดีๆ ก็เริ่มเข้ามาในชีวิต เริ่มตั้งแต่ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลเดินเข้ามาบอกกับผมว่า “เวลาที่เหลืออีก 30 วัน เองไม่ต้องทำงานแล้วนะ! ให้ใช้เวลาเข้าเน็ทหางานแล้วกันวันไหนจะไปสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานก็ไปได้เลยพี่อนุญาต พี่ก็ช่วยเองได้แค่นี้” เดือนนั้นผมก็เลยสบายหน่อย ตอกบัตรรับเงินเดือนโดยไม่ต้องทำงาน วันๆ ก็ไม่ต้องทำงานเข้าเน็ทหางานบ้างก็ไปสัมภาษณ์งาน  (แต่สำหรับใครที่เจอปัญหาอย่างผมตอนนั้น ผมแนะนำให้หางานให้ได้ก่อนที่จะยื่นใบลาออกนะครับ เพราะท่านอาจจะไม่โชคดีเหมือนผม) แต่ก็ยังมีอีกสิ่งที่ผมทำเสมอๆ คือ สอนงานต่อให้กับพี่อีกคนที่มารับช่วงงานต่อจากผม โดยหลังจากผมยื่นใบลาออกไม่ถึง 15 วัน ผมก็ได้โอกาสจากบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันมากนักให้ผมเข้าไปทำงาน โดยเสนอฐานเงินเดือนที่สูงกว่าเก่า ด้วยเจ้าของบริษัทคาดหวังให้ผมเข้ามาช่วยงาน เพราะท่านต้องการคนมาช่วยเรื่องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตทั้งหมด ซึ่งมันเป็นงานที่ผมถนัด ผมเลยตอบรับโอกาสนั้น แต่ทว่าผมก็ทำได้เพียง 6 เดือน หน้าที่หลักของผม คือ ให้คำปรึกษา และวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของบริษัทเพื่อเตรียมแผนการปรับปรุงบริษัท (ปรับปรุงแบบยกเครื่องใหม่กันเลยก็ว่าได้) จากประสบการณ์ที่ผมมี ทำให้ผลงานต่างๆ ในช่วงการทดลองงานเป็นที่ยอมรับแก่ท่านเจ้าของบริษัท แต่ดูๆ แล้วไม่ค่อยเป็นที่พึงพอใจในระดับผู้บริหารเท่าไหร่นัก อาจจะด้วยเหตุที่ผมทำงานตรงให้กับเจ้าของบริษัทก็เป็นได้ ซึ่งก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบริษัทท่านมักจะปรึกษาผมก่อนเสมอ แล้วจึงปรึกษาผู้บริหารท่านอื่นๆ อีกครั้ง ด้วยสาเหตุนี้เลยทำให้การทำงานของผมยากขึ้นและอึดอัดใจขึ้นทุกวัน คงเป็นด้วยวัยวุฒิของผมที่เด็กเกินไปในสายตาผู้บริหาร เพราะตอนนั้นผมอายุเพียง 30 ปี ในขณะที่ผู้บริหารท่านอื่นล้วนแล้วแต่มีอายุมากกว่าผม นี่แหละที่เขาว่า “คุณวุฒิได้แต่วัยวุฒิไม่ผ่าน!”


จนวันสุดท้ายของความอดทนมาถึง เมื่อถึงวันที่ผมต้องนำเสนอแผนการปรับปรุงประจำปี 2010 แก่ผู้บริหารและเจ้าของบริษัท ซึ่งแผนงานตัวนี้เจ้าของบริษัทได้ทบทวนมาแล้วหนึ่งรอบก่อนที่ผมจะมานำเสนอ แต่ทว่าคำตอบที่ผมได้รับกลับมาจากผู้บริหาร คือ “เรายังไม่พร้อมที่จะปรับปรุงบริษัทตามที่คุณนำเสนอมา เพราะทุกวันนี้ทั้งปัญหาและงานที่ทำอยู่ก็ล้นมืออยู่แล้ว”  ผมเลยถามกลับไปว่า “ก็ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ล้วนแต่เกิดจากการที่เราไม่มุ่งเน้นเรื่องการปรับปรุง แต่เอาเวลามาเสียไปกับการแก้ปัญหาประจำวันไม่ใช่เหรอ?” สถานการณ์เริ่มตึงเครียดครับ ทั้งเจ้าของบริษัท ผู้บริหาร และผม สุดท้ายก็ได้ข้อสรุป คือ หยุดเรื่องนี้ไว้ก่อนไว้มีความพร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกันอีกครั้ง ผมบอกกับตัวเองมาตลอดว่าถ้าที่นี่ไม่ใช้ที่ๆ เหมาะกับผม คราวนี้คงถึงเวลาเสียที ที่ผมจะต้องกลับบ้าน ผมจะได้ทำอะไรเพื่อตัวเองและครอบครัวบ้าง ด้วยเหตุว่า “ถ้าที่นี่ยังไม่พร้อมที่จะปรับปรุงผมก็คงไม่มีประโยชน์กับที่นี่ เพราะคุณจ้างผมมาปรับปรุงบริษัท แต่หากไม่อนุญาตให้ผมปรับปรุง ผมก็คงหมดประโยชน์” เย็นวันนั้นผมเลยตัดสินใจลาออก แต่ผมก็ไม่ได้ให้เหตุผลกับบริษัทว่าทำไมผมจึงลาออก แต่ท่านเจ้าของบริษัทคงรู้ดีว่าผมลาออกด้วยเหตุอะไร


เช้าวันรุ่งขึ้นผมและแฟนก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านทันที เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ผมได้เล่าถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงานที่นี่ให้พ่อกับแม่ฟังมาโดยตลอด ในขณะที่เมื่อก่อนผมไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานให้ท่านฟังเลย เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น เล่าไปท่านคงไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นความคิดความเข้าใจที่ผิดมาโดยตลอด มันกลายเป็นว่าเราเก็บปัญหาต่างๆ ไว้คนเดียว จนสุดท้ายมันระเบิดออกมา  แต่กับการตัดสินใจกลับบ้านครั้งนี้ผมกลับรู้สึกว่ามีความสุข เพราะพ่อกับแม่ท่านก็อนุญาต และพร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นไปด้วยกันกับผม จนกระทั่งสายๆ เมื่อผมและแฟนเดินทางลงใต้มาถึงจังหวัดชุมพร ทางบริษัทก็โทรมาหาผมอีกครั้ง พร้อมทั้งเสนอเงื่อนไขเพื่อแรกกับการให้ผมกลับมาทำงาน  โดยจะปรับเพิ่มเงินเดือนให้ผมอีกเป็นจำนวนเงินที่สูงพอสมควร  (ขออนุญาตไม่บอกตัวเลขนะครับ) เพราะใจผมตอนนั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ได้อยู่ที่บริษัทแล้ว ถึงแม้ตอนนั้นตัวผมอยู่ชุมพรแต่ใจผมมันไปไกลถึงพังงาแล้ว ใจมันเริ่มคิดถึงแปลงเกษตรที่เขียวชอุ่ม คิดถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ผมเลยปฏิเสธข้อเสนอนั้นไปโดยไม่ลังเล


ผมว่าแรงกระตุ้นเหล่านั้นมันเป็นโอกาส (วิกฤต) ที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดกับตัวเงินเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้  และเมื่อเงินไม่ใช้เงื่อนไขที่สำคัญที่สุด      (ไม่สำคัญที่สุด กับ ไม่สำคัญไม่เหมือนกันนะครับ!) เหล่าข้ออ้างต่างๆ ที่ทำให้ผมไม่สามารถทำตามฝันได้ในตอนแรกก็กลายเป็นเรื่องเล็กลงทันที เพราะตอนนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะเริ่มใช้ชีวิตในแบบของลูกวิศวเกษตรบนพื้นฐานของความไม่พร้อม หรือที่เรียกว่า “เริ่มจากติดลบ!” นั่นเท่ากับว่าผมคงต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นๆ


ต่อจากนี้ไป ก็อยู่ที่ตัวผมแล้วครับว่าจะใช้ประโยชน์จากวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ให้เป็นโอกาสได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่?


ขอบคุณทุกปัญหา! ที่ทำให้ผมเข้มแข็งและลุกขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง!


ขอบคุณทุกแรงกดดันที่ทำให้ผมอ่อนแอจนถึงที่สุด! เพราะ มันช่วยให้ผมตัดสินใจอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้น!


ขอบคุณทุกวิกฤต! ที่ทำให้ผมมีโอกาสคิด และทำในสิ่งใหม่ๆ


ขอบคุณกำลังใจ! ที่ทำให้ผมรู้ว่า  ผมไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง


สำหรับตอนหน้าอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยนะครับ เพราะปลายฝนแล้วคงต้องเร่งมือปลูกต้นไม้ในสวนก่อนครับ


 ติชมเต็มที่เลยครับเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงในครั้งต่อๆ ไป


ความเดิมตอนที่ 1 http://www.bansuanporpeang.com/node/5981 


R-Boo


ความเห็น

ตอนนี้เริ่มวางปากกามาจับจอบแล้วครับ


R-Boo

มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!

ขอเป็นกำลังให้นะ  สู้ ๆ .... ปัญหา   แรงกดดัน  และวิกฤติ  ทำให้ชีวิตแข็งแกร่ง  ขอเพียงอย่า่ท้อแท้

ตอนนี้ต้องการกำลังใจเยอะๆ ครับ


จะได้เอามาแบ่งให้ต้นไม้แทนปุ๋ยหมัก


5555


R-Boo

มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!

ข้อคิดสะกิดใจจริงๆ


เป็นกำลังใจให้ค่ะ

คิดคนเดียวแล้วมันปวดหัวคนเดียวครับ


เลยมาให้พี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมแชร์ความคิด


5555


R-Boo

มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!

สู้ๆค่ะ ทำงานเกษตรก็ดีอย่าง ร่างกายแข็งแรง  ทำงานบริษัท เครียด พักผ่อนไม่พอ ไม่มีเวลาให้ลูก ต้องทำงานเก็บเงินไว้รักษามะเร็งตอนแก่ตัว รักษาโรคภูมิแพ้ให้ลูก เด็กโตมาก็มีปัญหาอีก ตอนนี้ครอบครัวเรา เลือกที่จะให้สามีทำเกษตร แล้วเราทำงานบริษัท เพิ่งเริ่มได้แค่ปีกว่า เริ่มปลูกกล้วยเหมือนกัน เพาะมะละกอไว้ เอาไปปลูก ก็แล้งแห้งตาย กับ น้ำท่วมเน่าตาย ต้องเปลี่ยนหาพืชที่เหมาะกับดินใหม่ บางครั้งความรู้เรียนมามากมาย เอาเข้าจริงไม่ค่อยได้ใช้


ตอนนี้เลยเตรียมสอนลูกให้ปลูกต้นไม้ อย่างน้อยวันหน้าปลูกผักกินเอง ไม่อดตาย อยากให้ลูกโตมากับความพอเพียง

ผมก็เริ่มจากกล้วยนี่แหละครับ


เพราะดินที่บ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่


เลยให้กล้วยช่วยก่อน


R-Boo

มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!

ขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จกับงานหน้าที่ใหม่ที่คุณเลือกแล้วคือเป็นวิศวเกษตรกรรม ทำในสิ่งที่คุณสบายใจ  ไม่มีเจ้านายให้เซ็งอีกต่างหาก  สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย  คุณเป็นคนเก่ง  คุณจะได้ประโยชน์จากการศึกษา ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ช่วยในงานเกษตรของคุณเป็นอย่างดี


ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักคุณประจักษ์ ที่เป็นวิศวกรทำงานประจำอยู่ แต่มีสวนปลูกผักไฮโดรโพนิคอยู่คู่ไปด้วย  คุณเค้าได้คิดเทคนิคดีๆที่สวนอื่นไม่มีหลายอย่าง  ดิฉันเห็นแล้วปลื้มมาก ในความเก่งกาจสามารถของคนไทย  ความช่างคิด ช่างทำ ช่างดัดแปลง  ดีเยี่ยม


ต่อไปดิฉันคงได้ปลื้มคุณอีกคนเป็นแน่แท้  แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

ผมยังใหม่มากครับกับการทำเกษตร


แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ


R-Boo

มหาสมุทรยิ่งใหญ่ได้ด้วยอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายเล็กๆ!

ยินดีด้วยครับที่สามารถก้าวออกมาได้ สำหรับผมยังติดอยู่ เหมือนแมลงที่ติดใยแมงมุม

หน้า