ใส่ปุ๋ยยางเคล้าสายฝน
ฝนตกติดต่อกันสามสี่วัน เมื่อวานและเมื่อคืนฝนหยุดตก เช้านี้เลยได้ทีว่าจะใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด ตื่นเช้าขึ้นมาก็เปลี่ยนชุดขนปุ๋ยเข้าสวนเลยครับ ไปใส่ปุ๋ยกันสองคนกับพ่อ ใส่ปุ๋ยไม่ทันเสร็จฝนก็ตกลงมาช่วยละลายปุ๋ย สวนยางพารา 4 ไร่เปิดกรีดมาได้ 2 ปีแล้ว ปีนี้กรีดเป็นปีที่ 3 สวนยางสวนนี้พ่อแม่ปลูกไว้ต้นยางพาราโตมาด้วยปุ๋ยเคมี แต่เมื่อผมกลับมาอยู่บ้าน ผมบอกพ่อกับแม่ห้ามเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงผมไม่ให้เอาปุ๋ยเคมีมาใช้กับสวนยางที่พ่อแม่ยกให้ผมเป็นอันขาด ส่วนญาติพี่น้องใช้ก็ใช้ไปผมไม่มีสิทธิห้าม แต่สวนผมไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป
นอกจากไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแล้ว ผมบอกพ่อห้ามพ่อถางหญ้าในร่องยางอีก ผมยื่นคำขาดถ้าพ่อถางผมจะไม่ยุ่งกับสวนยางนี้อีก ให้ถางได้เฉพาะทางเดินที่เดินกรีดและเดินเก็บน้ำยาง ผมจะปล่อยให้รกเป็นป่ายาง เมื่อมันเป็นป่าที่รกความชุ่มชื้นก็มี อนาคตปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่ แถมน้ำยางจะได้มากกว่าสวนที่ถางจนโล่งเตียน นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจอยากทำให้ชาวบ้านเห็น เพราะชาวบ้านหลงเชื่อนักวิชาการเรียนตำรานอกมาทำลายประเทศผื่นแผ่นดินมาเยอะแล้ว ถึงแม้ตอนนี้ใครจะว่าผมบ้าก็ยอม แต่คำที่ว่าหัวเราะทีหลังดังกว่าก็อาจได้ใช้เมื่อเวลานั้นมาถึง ซึ่งสิ่งที่ผมทำนี้ก็สวนทางกับนักวิชาการอีก ที่บอกว่าวัชพืชแย่งอาหาร อยากถามว่าบนภูเขาต้นไม้อยู่ด้วยกันเยอะแยะทำไมเขาโตของเขาได้
ตอนนี้ยังไม่เห็นผลชัดเจน หรือมันจะดีอย่างที่ผมคิดหรือไม่ ไม่อาจบอกได้ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ถ้าเวบบ้านสวนพอเพียงยังอยู่จนถึงเวลานั้น ผมก็จะมาเล่าให้ฟังครับ
- บล็อกของ sothorn
- อ่าน 9252 ครั้ง

ความเห็น
บ่าววี สงขลา
26 มีนาคม, 2011 - 18:15
Permalink
มาเป็นกำลังใจ...
มาเป็นกำลังใจ...
JaJing
26 มีนาคม, 2011 - 19:10
Permalink
ป่ายาง
เห็นด้วยครับ อยากทำบ้าง อยากทำเป็นป่ายางแบบเมื่อก่อน มีไม้ใ้ช้สอยเยอะมาก
อยากเห็นรูปสวนผู้ใหญ่จัง ว่ารกแค่ไหนแล้ว
พอเพียง พอเพียง
2s
26 มีนาคม, 2011 - 19:24
Permalink
ให้กำลังใจทุกๆครั้ง สำหรับความตั้งใจจริง
สายพันธุ์ยางฯ รับรอง ใหม่ๆ ถูกคัดเลือก ให้เหมาะกับ ฤดูกาล เขตพื้นที่ปลูก และวิธีการปลูก (รวมถึงคุณภาพ และผลผลิต) คงไม่ต้องกล่าวว่า ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในการทดสอบ แนะนำหรือไม่นะครับ
การออกแบบ การสังเกต ทดลอง กับชาวสวนยาง ที่ไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ถางหญ้าเฉพาะส่วนทางเดิน ส่วนกรีดยาง มีความเป็นไปได้ แต่ ฤดูฝน และสายพันธุ์ ระยะปลูก อายุต้นยางพารา จำเป็นต้องนำมาพิจารณาประกอบ
จากประสบการณ์ต่อเนื่อง แต่ปลูกแต่ผักด้วยปุ๋ยหมักพอเพียงอย่างเดียวมานานพอสมควร
ให้กำลังใจ และสนับสนุนเสมอ ต่อเนื่อง
เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ การทำปุ๋ยหมักตื่นตัว และสวนผักปลอดภัย
csomporn
27 มีนาคม, 2011 - 10:16
Permalink
มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
:admire:
ขอบคุณสำหรับที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนอีกครับ
ว่าด้วยเรื่องปุ๋ยยาง หรือการใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้ หากจะถามกันจริงๆ ก็จะถามว่าป่าไม้บนภูเขาใครใส่ปุ๋ยให้พวกเค้า คำตอบคือไม่มีใครใส่ให้เค้ายกเว้นเค้าใส่ให้ตัวเค้าเอง นั่นคือหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง เพราะใบของต้นอะไรก็เป็นปุ๋ยของต้นนั้น ใบที่ร่วงหล่นก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นนั้นเอง เพราะธรรมชาติสร้างมาอย่างนี้แล้วครับ เพียงแต่คนเราใจมีความเร็วเหนือการสนองของธรรมชาติเราจึงอยากปลูกวันนี้ เห็นพรุ่งนี้ต้นไม้โตเลยครับ จริงๆ เรื่องปลูกยางนี้หากปลูกปีนี้อยากให้ปีหน้าได้กรีดเลยก็ว่าได้เพราะราคาดีครับ คำถามที่ว่าป่าไม้ใครใส่ปุ๋ยให้มันเป็นการทวนถามเพื่อเตือนสตินะครับ เพราะป่าไม้โตงามดี มีระบบการพึ่งพากันอย่างสมดุลเพราะป่าไม้ไม่ได้มีแค่ชนิดเดียวเป็นตารางสีเหลี่ยมแต่มีการเกื้อกูลกัน บางคนบอกว่ามันทะเลาะกันด้วยร่มเงาหรือรากชอนไช แต่มองลึกๆ แล้วมันเป็นการเคารพในสิ่งที่แต่ละค้นควรจะเป็นครับ
คราวนี้การทำเกษตรของเราที่ผ่านๆ มาจนถึงยุคคลายเหล็ก ยุคปุ๋ยเม็ด เราก็จะเห็นอะไรรวดเร็วทันใจมากขึ้น จนถึงยุคปัจจุบันทำด้วยเครื่องจักรด้วยรถไถกันหมดครับ มันง่ายดีครับรวดเร็ว มือไม่แตกน้ำข้าว ใบกล้าไม่บาดมือสำหรับคนทำนา ไม่ต้องไปหาก้านต้นสาคูมาลอกเปลือกออกเอาไปผูกต้นกล้ากันแล้ว ทุกอย่างมันย่อกันไปหมดจนบางทีเราลืมกระบวนการที่แท้จริง แล้วมันก็จะเป็นตำนานไปในที่สุดครับ ผมเรียกการเกษตรแบบเชิงเดี๋ยวว่าทำเกษตรแบบโกนหนวด หมายความว่าจะปลูกอะไรก็โกนถางมันให้เตียนโล่งก่อน แล้วมาเริ่มกันใหม่
การใส่ปุ๋ยยางแต่ละอายุก็ต่างกันครับ ว่าจะใส่ตรงไหน แต่ไม่ว่าจะโตแค่ไหนเป้าหมายของการใส่ปุ๋ยก็คือ การใส่บริเวณปลายรากหรือบริเวณรากขนอ่อนครับ เพราะรากขนอ่อนทำหน้าที่ในการดูดน้ำและสารอาหารเข้าทางรากครับ ใส่ที่โคนต้นเมื่อต้นใหญ่ก็ไม่ใช่ครับ ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจต้นยางด้วยว่า รากยางทรงพุ่มนี้อยู่ตรงไหน จากใส่ล้อมโคนต้น มาเป็นใส่ระหว่างต้นในแถวเดียว มาเป็นใส่ระหว่างอก(หรือระหว่างแถว) ก็ตามแต่ครับ แต่จริงๆ หากเราไปดูให้ลึกซึ้งกว่านี้ พวกใบยางที่หล่นลงมาในรอบปีหลังจากผลัดใบ นั่นละคือการใส่ปุ๋ยในปีนี้ครับ หากเราไปกวาดใบยางปีนี้แล้วดูใบยางในปีที่นี้เราจะพบว่า ใบยางเหล่านี้กำลังถูกย่อยสลายเหลือพวกเส้นใย หากดูไปอีก ใบยางปีก่อนๆ ก็เป็นเนื้อเดียวกับดินไปแล้ว และนั่นละครับ เราจะเห็นจุลินทร์หลายๆ ชนิดช่วยกันย่อย พอไปปีหน้าปุ๋ยรอบใหม่ก็หล่นลงมาอีกครับก็ทับถมไปเรื่อยๆ อยู่ที่ว่าอัตราการย่อยสลายใบเหล่านี้เร็วแตกต่างกันแค่ไหนก็แตกต่างกันแต่ละสวนแต่ละพื้นที่ครับ บางคนอาจจะเอาน้ำหมักไปราดแทนที่ช่วยในการย่อยปุ๋ยจากใบได้เร็วขึ้น แทนเราจะซื้อปุ๋ยไปใส่อย่างเดียวครับ สวนยางพอโตเต็มที่แล้วในสวนก็อาจจะมีต้นไม้อื่นยังมีอยู่ครับ จริงๆ ปลูกแบบผสมจะดีมากๆ ครับ หลังๆ นี่ผมดีใจขึ้นเยอะที่เห็นเค้าอนุญาตให้กับคนที่ขอทุนในการปลูกยางเหลือต้นไม้พื้นเมืองไว้บ้าง ไม่บ้าเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องโกนหนวดให้เกลี้ยง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าต้นสะตอมันผิดอะไรที่ต้องโค่น แล้วต้นสะตอใบมันจะหนาขนาดไหน ที่จะทำให้ยางมันไม่โตเหรอครับ หรือจะมองว่า ต้นยางพาราในป่ายางบนภูเขาที่มันสะบัดลูกยางออกไปตกในป่าแล้วค่อยๆ งอกขึ้นมา ไม่งั้นมันคงโตไม่ได้เลยซิครับใช่ไหมครับ แต่มันก็งอกขึ้นมาได้ครับ ยังไงแสงก็ยังมีโอกาสส่องลงไปได้ละครับ ลมพัดมาต้นไม้โอนเอนอ่อนแล้วก็แสงส่องลงไปได้ตามบริบท
หากจะถามว่าสวนยางเรา จะปล่อยไว้ให้รก หรือว่าให้โล่งเตียนนอนใต้โคนยางได้ แบบไหนดีกว่า ก็คงต้องดูว่าเราจะทำเพื่อเอาใจเรา หรือว่าเราทำเพื่อเอาใจต้นยาง นิเวศของสวนยาง หากจะให้ผิวดินชุ่มชื้นมีน้ำอยู่ แบบมีหญ้าต้นไม้ก็คงดีกว่า เพราะใบของต้นไม้เหล่านั้นก็คือปุ๋ยที่อยู่ในสวนยางนี่ละครับ ใบของต้นยางก็เป็นปุ๋ยให้กับพืชเหล่านั้นเช่นกันครับ แต่หากไม่มีต้นไม้อื่น ปุ๋ยก็จะเป็นปุ๋ยให้กับสิ่งมีชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่ามีแต่ต้นยางอย่างเดียวก็อาจจะดีแต่จริงๆ แล้วนิเวศมันซับซ้อนว่านั้นครับ เหมือนนาข้าวก่อนยุคสารเคมีนะครับ มีพืชสัตว์หลายคู่ที่ต่อสู้กันกินกันเองในนาข้าว พอยุคสารเคมีมาเราเอาพืชชนิดอื่นออกหมด สัตว์เหล่านั้นก็ไม่รู็จะกินอะไร ก็ต้องกินข้าว พอกินข้าวคนขายสารเคมีก็ดีใจครับ เพราะจะได้ขายยาปราบศัตรูพืชต่ออีกครับ ซึ่งหากเราปล่อยไว้ระบบมันจะจัดการกันเอง ในสวนยางก็เช่นกันครับ อยู่ที่ว่าเราจะเน้นอะไรครับ ผมจะบอกว่าไม่มีอะไรได้มาโดยไม่มีการสูญเสียครับ
เมื่อวานพาชาวบ้าน 40 คนไปดูงานการทำก๊าซชีวภาพที่ ม.ทักษิณ พัทลุง ก็ได้เห็นอะไร ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย ได้คิดถึงกระบวนการต่างๆ ในอดีตที่ธรรมชาติสอนเด็กซนให้เรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้เรามีกระบวนการคิดต่อยอดได้
ประสบการณ์ที่แท้จริง ได้จากการปฏิบัติจริงครับ ดังนั้นต้องทำจริงถึงจะรู้เองครับ เพราะทฤษฏีในหนังสือเขียนจากหย่อมที่ใดในโลกก็ไม่รู้เพียงแต่มันเดินทางมาถึงมือเราในแบบของการค้าขาย ถามว่าการอ่านมาแล้วนำมาปรับใช้ได้ไหม ต้องปรับก่อนใช้หรือคิดใหม่ก่อนปรับใช้ให้เข้ากับบริบทเรา จะทำแบบไม่ดูตาม้าตาเรือแบบการทดลองในห้องปฏิบัติการเลยก็คงไม่ได้ เพราะห้องปฏิบัติการจริงคือห้องในธรรมชาติของเราครับ ข้อสรุปจึงควรเกิดจากการทำจริงซ้ำๆ แบบทำวิจัยครับ
ดินชุ่มชิ้นกับดินแห้ง ดินแบบไหนดีกว่า หากเราตอบได้ หญ้ารกกับไม่รกแบบไหนดีกว่า เมื่อก่อนใต้ต้นพริกขี้หนูของคุณยายผมนอนได้เลยครับ ยายทำจนเตียน ก็เกิดคำถามมาตลอดเพราะเรียนเกษตรมาด้วยว่าทำไมต้องทำแบบนี้ หากเรามองหญ้าเหล่านั้นเป็นเพียงแค่วัชพืช เราก็ต้องเอาออกครับ (วัชพืชคือพืชที่ไร้ค่าในความคิดคนเรียก ต้องระวังหญ้าเรียกเรากลับว่า วัชคนเดินมาเหยียบพวกเราอีกแล้วนะครับ) แต่หากมองว่ามันเป็นเพื่อนร่วมนิเวศของสวนเราก็จะง่ายขึ้นครับ ตรงไหนดินแน่นหญ้าก็ไม่ขึ้นครับ หญ้าขึ้นแสดงว่าดินดีครับ เป็นตัวชี้วัดได้อีกครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำจริงครับ ผมทำได้แค่ให้ข้อคิดกับทำระเบียงของผมให้เป็น กระถางพอเพียงระเบียงกินได้ครับ ตอนนี้สองระเบียงแฟลตกลายเป็นระเบียงป่าไปแล้วครับ แต่ไม่เคยตัดแต่งกิ่งไรเลย เพราะอยากจะรู้ว่าพืชยี่สิบชนิดนี้มันจะมีชีวิตของมันอย่างไรครับ
สนุกในการทำสวน เรียนรู้ธรรมชาติครับ
ศาสตร์กับศิลป์ ปั้นดินให้เป็นดาว
PUPA
28 มีนาคม, 2011 - 11:16
Permalink
ใส่ปุ๋ยยางเคล้าสายฝน
แต่ปุ๊รดน้ำต้นไม้กลางสายลม โอ้ย เย็นยะเยือกเลย ไล่ฝนมาทางนี้บ้างนะคะ เพราะมีแต่ลม และแรงมาก
ขอบคุณสำหรับแนวคิดนี้นะคะ จะนำไปปรับใช้ที่สวนเหมือนกัน
เพราะก่อนที่จะเจอเวบนี้กะว่าจะปลูกแต่พืชชนิดเดียว แต่ตอนนี้เริ่มทำการเพาะพืชชนิดต่างๆเพื่อรอปลูกหน้าฝนนี้เพื่อให้พืชได้ดูแลพึ่งพาอาศัยกัน เหมือนที่ปุ๊ได้พึ่งพาอาศัยความรู้จากบ้านหลังนี้
witlessness
28 มีนาคม, 2011 - 16:49
Permalink
ฮ่าๆ ผู้ใหญ่
ฮ่าๆๆๆๆๆ มาหัวเราะคนบ้าครับผู้ใหญ่
lekonshore
7 เมษายน, 2011 - 11:16
Permalink
ตามมาอ่าน แล้วกะคล่าวแลว่าน้องโสจะหัวเราะดังแค่ไหน
เป็นกำลังใจ ถ้าตอนไหนหัวเราะบอกกัน ได้หัวมั้ง..........:uhuhuh:
msn:lekonshore@hotmail.com
ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุข สนุกกับชีวิต อย่ามัวคิดอิจฉาใคร
หน้า