...........ที่มา(๑๐) มีดของลูก(ผู้)ชาย...........

๑.
ผมเติบโตจากวิถีบ้านสวน วิถีบ้านนอก ทำนา ยิงนก ตกปลา ล่าสัตว์เล็กประสาเรา
ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า เราในยุคสมัยที่เราเกิด เจริญเติบโต ใช้ชีวิตในยุคของรอยต่อใหม่-เก่า ยุคปฏิวัติเขียว และยุคดิจิตอลตอนนี้ ถ้าเงื่อนไขของการควบคุมตนเองไม่ให้ซึมเศร้าหรือหลงเริงไปกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเหล่านี้....เรา(ทั้งหลาย)ล้วนโชคดี
โชคดีที่แนวคิดในจินตนากลายเป็นจริง จับต้องได้
ใครจะรู้ว่าในยุคที่เด็กน้อยที่ต้องอ่านหนังสือจากตะเกียงน้ำมันก๊าดจนผมไหม้-รูจมูกดำปี๋ สามารถคุยกับใครไม่รู้ในอีกซีกโลกได้ด้วยเวลาอันเป็นจริงในตอนนี้(Real Time)
ขณะเดียวกันผมยังสามารถรับบทเป็นผู้บริกรรมคาถาเพื่อเบิกทางให้กับพลพรรคที่เดินตามหลังต้อยๆ ในดงดิบดงเถื่อน ขอสมาต่อเจ้าที่เจ้าทางเพื่อตั้งแคมป์พักแรมใต้ร่มตะเคียนทองขนาดสามสี่คนโอบได้อย่างคล่องแคล่วและปลอดโปร่งตลอดการเดินทาง เป็นคนของยุคสมัยอันเหลื่อมล้ำระหว่างวัตถุและจิตวิญญาณลึกลับ
พูดไปเหมือนล้อเล่นกับอดีตอันโลดโผนและสุ่มเสี่ยง!!
วิถีของผมในวัยเด็กยังหอมอวล วิถีเหล่านี้ไร้สารเคมีโดยสิ้นชิง อย่างน้อยก็การกิน,ใช้และแสวงความรื่นรมย์สู่ตัวเอง อาจเพราะสิ่งเหล่านี้ที่สอนให้พวกเราที่เป็นเพศชาย(บ่งบอกโดยสภาพ)เป็นลูกผู้ชายตามรูปลักษณ์ที่เห็นและจิตใจภายใน
ผมเคยเปรยกับหลายคนว่าด้วยเรื่องของฮอร์โมน(ที่บริษัทยักษ์ใหญ่เกี่ยวกับอาหารในยุคนี้อ้างว่าไม่ได้มีการยัดเข้าไปในพืช,สัตว์-อาหาร)เร่งการเจริญเติบโตและการตัดแต่งพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ต้านทานโรค,วัชพืชและ/หรือ แมลง(ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น)ศัตรูพืช ว่าลูกหลายเรานับวันกลายพันธุ์ โตเร็วเกินวัย และลักเพศมากขึ้น
ไม่ครับ..ผมไม่ได้เป็นพวกต่อต้านเพศที่สามสี่ห้าหรือข้ามเพศแต่อย่างใด แต่ผมคิดเอาเองว่าสิ่งที่เรากินเข้าไป สิ่งที่พ่อแม่เรากินเข้าไปขณะที่ตั้งท้องเรา จนเราคลอดออกมา เราเสพกินในสิ่งที่เรากิน ล้วนมีผลทำให้เราเป็นในสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบันขณะ(ขอละเว้นที่จะพูดถึง “กรรม” ในแง่พุทธปรัชญา)
“ผลของสิ่งที่เรากิน ..ทำให้เราเป็น” ถ้อยนี้ยังใช้ได้เสมอทุกยุคสมัย

๒.
หลายวันที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความส่วนตัว(PM) ว่า...
“ หลังจากลูกชายเห็นมีดตอกแล้วท่าทางชอบมาก ผมเล่าให้ฟังว่าสมัยผมเด็กๆตัวเท่าลูกนี่นะ พ่อมีลูกพร้าเป็นของส่วนตัวด้วยโดยปู่เป็นคนสั่งช่างตีเหล็กทำให้ ใช้ทำโน่นนี่ทำกรงนกหัวจุก ทำหนังสติ๊ก และอีกหลายๆ อย่างเอาใว้ถือเข้าป่าได้ด้วย และพ่อก็ใช้มาจนเข้าเรียนหนังสือในกรุงเทพ
ลูกชายฟังแล้วเคลิ้ม หันมาบอกพ่อสั่งให้เล่มซิ
นี่แหละผมจึงต้องรบกวนคุณสายลมลอยอีกครั้ง สำหรับทำพร้าเล่มเล็กๆสำหรับลูกชายผมนะ เอาแบบพ่อใช้ได้ลูกชายอายุสิบขวบใช้ได้นะครับ พร้าขนาดซักครึ่งของผู้ใหญ่ก็ได้..รูปแบบตามสบายจินตนาการบรรเจิดแบบอารมณ์ศิลป์...ขอบคุณครับ”
ผมอ่านข้อความเหล่านี้แล้วยิ้มปลื้ม...
ไม่ใช่ด้วยเหตุและผลของการได้ลูกค้าและเงินเข้ากระเป๋าเพิ่ม หากแต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ในข้อความเหล่านี้คือสายเลือดของความเป็นลูกผู้ชายที่ถ่ายทอดจากความเป็นพ่อสู่ลูก ซึ่งต่อให้สิ่งที่เสพกินหรือใช้งานในยุคนี้มีผลต่อความเป็นไปของชีวิตของคนๆ หนึ่งซึ่งอาจจะกลายพันธุ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก(สายเลือดและการทำให้เห็น-สอนให้เป็น)
ถ้อยเหล่านี้ทำให้ผม “คิดได้” ว่าระหว่างที่ผมเริ่มงานอีกสองชิ้นที่รับมาจากเพื่อนของพ่อเลี้ยงบงกช ( http://www.bansuanporpeang.com/node/3091) ผมจะแทรกทำงานชิ้นนี้ให้สองพ่อลูกด้วย ไม่ใช่เป็นการแซงคิว แต่เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งซึ่งเจ้าของลำดับ(คิว)คงสัมผัสได้ด้วยความงดงามของสายใยที่เชื่อมร้อยเข้าด้วยกันของสองพ่อลูกที่ผมเล่าให้ฟังสู่กัน

๓.
ใช่ครับ – การกินมีผลทำให้คนเราเป็นอย่างที่กิน ความซับซ้อนของเซลล์และกระบวนการของการปฏิสนธิอาจให้คนหนึ่งคนในเพศหนึ่งในแง่ของรูปร่างภายนอกกลับกลายเป็นอีกเพศหนึ่งด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริงและยอมรับได้
แต่อีกนัยหนึ่งผมกลับมองเห็นว่าแม้จิตใจของใครคนหนึ่งภายใต้เงื่อนไขของการแก้ไขไม่ได้ของจิตใจ..ความเป็นผู้ชายในแง่ของการใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่เกิดในสถานการณ์นั้น หากถูกบ่มเพาะด้วยความเป็นลูกผู้ชายของพ่อ(สั่งสอน ทำตัวอย่างให้ดู พูดคุย ออกทริป ฯลฯ) แล้ว...
จะหญิงในชายหรือชายในหญิง(รูปลักษณ์)ก็สามารถมีวิถีของความเป็นแมนหรือลูกผู้ชายได้ อย่างน้อยก็เพื่อช่วยเหลือคนอื่นในวิถีที่เราเชี่ยว
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครื่องมือที่ผมทำกับมือทีละชิ้นเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือให้ใครต่อใครใช้มันเพื่อช่วยเหลือตัวเอง และผู้คนในสังคมได้ไม่มากก็น้อย
ผมไม่มีรายละเอียดของชิ้นงานชิ้นนี้เพราะจัดเก็บลงพัสดุรอการส่งสู่เจ้าของโดยหลงลืมการบันทึก
โดยรวมคร่าวๆ คือ..ด้ามจากไม้เต่าร้าง เหล็กแหนบ ซองหนัง ตามจินตนาของผมในวันสองวันที่ผ่านมา
โปรดใช้มันให้พังคามือตามปรกติ ทั้งในและโดยวิถีของลูกผู้ชายพึงใช้ แล้วส่งซากมาให้ผม....
ผมเปลี่ยนให้ใหม่ฟรี!
นะพ่อดงดมและดงดมจูเนียร์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐



- บล็อกของ sailomloy
- อ่าน 9117 ครั้ง

ความเห็น
ดงดม
14 กรกฎาคม, 2010 - 10:02
Permalink
ตะเกียงน้ำมันก๊าด
ตะเกียงน้ำมันก๊าดมันเป็นยุครอยต่อของวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมจริงๆกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง กว่าที่บ้านผมจะได้ใช้ไฟฟ้าก็ปาเข้าไปชั้นม.2ก่อนนั้นก็ตะเกียงน้ำมันก๊าดตลอด พวกราผ่านตรงน้ันมาแล้ว ตอนนี้มาเจอกับโลกออนไลน์ผมยอมรับว่าคนบ้านสวนเราปรับตัวเก่งจริงๆใช้อินเตอร์เน็ทกันคล่องมากๆนับถือๆ ทันสมัย...ไม่ตกยุค... และพอเพียง
sailomloy
14 กรกฎาคม, 2010 - 16:34
Permalink
นะ... การปรับตัวเป็นเรื่องข
นะ...
การปรับตัวเป็นเรื่องขั้นพื้นฐานของมนุษย์
จริงๆ
นะ
ออกปากรุนท็อกที !!!
มาย
14 กรกฎาคม, 2010 - 10:47
Permalink
มาติดตามผลงาน
โอ้ วันนี้อ่านแล้วนึกถึงอดีต ตอนเด็กๆ ก็ได้ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดเหมือนกัน
ส่วนงานมีด ถ่ายทอดออกมาได้สวยมากค่ะพี่ ..
there is a will , there is a way .
sailomloy
14 กรกฎาคม, 2010 - 16:33
Permalink
มาย
ขอบคุณมาก - มาย ครับ
ออกปากรุนท็อกที !!!
sblue12
14 กรกฎาคม, 2010 - 17:10
Permalink
คม...
คม... อีกแล้ว งานเขียน(ที่มา)ก็แฝงข้อคิด "ยุคสมัยอันเหลื่อมล้ำระหว่างวัตถุและจิตวิญญาณ..." ..ความเปลี่ยนแปลง.. ..การปรับตัว.. ฯลฯ
สรุป: เรา(ทั้งหลาย)ล้วนโชคดี.. จริง ๆ
"ไม่มีอะไรอยู่กับที่ ถ้าเราไม่หยุดเดิน"
sailomloy
14 กรกฎาคม, 2010 - 20:53
Permalink
หมันแหล่วววววววว
หมันแหล่วววววววว
ออกปากรุนท็อกที !!!
มานี มานะ วีระ ชูใจ
14 กรกฎาคม, 2010 - 20:45
Permalink
ชอบ
ผมไม่ชมนะ แต่ผมชอบโดยเฉพาะหัวใจของเรื่องที่คุณกำลังทำ
...โปรดใช้มันให้พังคามือตามปรกติ ทั้งในและโดยวิถีของลูกผู้ชายพึงใช้ แล้วส่งซากมาให้ผม....
ผมเปลี่ยนให้ใหม่ฟรี!....มันเป็นวิถีของลูกผู้ชายพึงใช้
เป็นเพียงแค่มดตะนอย ตัวจ้อยจิด ทีพลัดติดกลางช่อ พอเพียงใหญ่
คือหนึ่งเสียงหนึ่งคิดเห็น ที่เป็นไป อาจถูกใจหรือไม่บ้าง ลองชั่งดู
sailomloy
14 กรกฎาคม, 2010 - 20:53
Permalink
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ
ออกปากรุนท็อกที !!!
jackturbo
15 กรกฎาคม, 2010 - 21:16
Permalink
ได้ใจ
ได้ใจครับ ยกให้เลย
sailomloy
17 กรกฎาคม, 2010 - 08:14
Permalink
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ
ออกปากรุนท็อกที !!!
หน้า