วันหยุดพิเศษ

หมวดหมู่ของบล็อก: 

         ใครอยากมีวันหยุดพิเศษบ้าง ! ... ยกมือขึ้น

     เป็นที่ทราบ และเข้าใจกันทั่วไป ว่า ปัจจุบัน ... ส่วนราชการ ... สถานประกอบการ (ไม่นับสวนจตุจักร ตลาดนัดธนบุรีที่เรียกว่าสนามหลวง 2 และตลาดนัด ต่าง ๆ) กำหนดให้วันอาทิตย์ และวันเสาร์ ... เป็นวันหยุดปรกติ และวันหยุดตามประเพณี เป็นวันหยุด นักขัตฤกษ์  

    ส่วนวันหยุดพิเศษ ... จะถูกกำหนด เป็นครา ๆ ไป ตามมติ ครม. ...

      แต่ที่ข้าพเจ้ากำลังจะพูดถึง ไม่ใช่กรณีย์นั้น ... แต่จะเป็นกรณีย์ใด ... ตามไปดู ... เอ้ย ... มาฟัง ... ดั่งนี้:-

       ย้อนกาล ... ไปครา เมื่อข้าพเจ้า ... เริ่มเข้าสู่วัยเรียน .... นั้นแล

    กาลครั้งนั้น โรงเรียนประชาบาลจะเริ่มสอนตั้งแต่ ชั้นเตรียม หรือชั้นมูล (ก็ดุจชั้นอนุบาลในปัจจุบัน) จนถึงชั้น ป. 4 ... แล้วหากใครอยากเรียนต่อ ก็มีโรงเรียนชั้นมัธยม (ไม่มีคำว่า ‘ศึกษา’ นะครับ) ประจำอำเภอของรัฐ หรือไม่ก็ของราษฎร์ (สมัยนั้น เรียกว่าโรงเรียนราษฎร์ จริง ๆ) รับช่วงต่อ

    คุณพ่อเห็นว่า ข้าพเจ้า สมควรไปโรงเรียน มากกว่า เฝ้าบ้าน เลี้ยงน้อง ไล่ไก่ ... จึงขอให้คุณย่า มาทำหน้าที่แทน และคงกลัวคุณย่าท่านเหงา จึงเปิดบ้านเป็นร้านขายของชำเล็ก ๆ ให้ท่านด้วย

    ส่วนข้าพเจ้าฤา ... ท่านจับซ้อนท้ายจักรยาน (ทั้งตำบลมีคันเดียว) ไปโรงเรียนกะท่านด้วย ... ช่วงแรก ๆ ข้าพเจ้าก็ยินยอมซ้อนไปด้วยดี ... แต่ระยะหลัง ๆ ชอบที่จะเดินกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ มากกว่า สนุกกว่าครับ ... บางวัน ได้มีโอกาสวางมวยกับเพื่อน ๆ ด้วย ได้รสชาติชีวิตดี

    โปรดอย่าได้สงสัย ว่า ... โกรธา หรือ พิพาทเรื่องใด จึงได้ถึงขั้นลงไม้ ลงมือกัน ... ฮึ ๆ ๆ ... เปล่าครับ ..! ก็ลมมันเย็น ... เฮ้ย .. ม่ายช่ายยยย ... พื่ ๆ เขายุ ... เขาอยากดูมวยฟรีกระมัง? ไอ้เราก็บ้ายุ .. แค่เขาใช้นิ้วโป้งเท้า (สมัยนั้นทุกคนเป็นนักเรียน Bare - tooted) ขีดเส้นสมมติ แบ่งเขต ของเรา กะ คู่อริ (เรียกอริคงไม่ถูก เพราะไม่ได้โกรธเคืองกันแต่ประการใด) แล้ววาดหัวเงา ... กำหนดเงื่อนไข ... ใครล่วงเท้าเข้าไปเหยียบหน้าสมมติของใครก่อน คนนั้นเก่งกว่า

    แค่ความไม่ยอมให้ใครเก่งกว่า ... พัฒนาไปสู่การวางมวย .... ไม่ได้ค่าเจ็บ ค่าเหนื่อย ต่างกับตอนเรียน ปวช. ตอนนั้น ต่อยมวย หาทุนเรียน ... มีเหตุผลกว่ากันเยอะ ... นอกจากเจ็บตัวในการวางมวยกันแล้ว สำหรับข้าพเจ้า เจ็บตัวหลายต่อ คือ การหอบสภาพสังขาร หลังวางมวยกลับถึงบ้าน คุณพ่อท่านทราบดีว่าทำอะไรมา โดยไม่ต้องสืบสวน ... ผล

        มี ... คำสั่งด่วน ... “ไปหาไม้มา”

    รู้โดยสัญชาติญาณ และประสบการณ์ ... ออกไป เลือกหาหักเรียวไม้ ที่ฟาด ควับ! เดียว … ครับ ควับเดียวจริง ... ถึงแม้ท่านอยากฟาดต่อ ก็ไม่มีโอกาส ... เพราะ ... ไม้หักคามือ! เสียแล้ว

    ฮึ ๆ ๆ ... อยากให้หาไม้เอง ก็หาไม้ชนิดเปราะ ๆ ฟาดทีเดียวหักอย่างนี้ นะซี .. แต่ .. ที่โรงเรียน ... ไม่ใช่ .. !

    เช้าวันต่อมา ข้าพเจ้า ถูกเรียกออกหน้าเสาธง หวายเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณนิ้วชี้ ฝ่าซีก หวดอากาศ เสียงหวีดหวิว ประกอบ ข้อกล่าวหา จากปากคุณครู (คุณพ่อนั่นแหละ) ช่วงเวลานี้ มันช่างยาวนาน และ ทรมาน กว่าหวายกระทบก้นจริง ๆ ยิ่งนัก

    อัตราโทษที่โดนหวด กี่ครั้ง ... ขึ้นอยู่กับความร้ายแรง ของความผิดที่กระทำ ...  สำหรับข้าพเจ้า มีเหตุให้เพิ่มโทษ ในฐานะเจ้าหน้าที่ ... โอ๊ะ ..! ม่าย ช่าย ... ลูกครูทำผิดซะเอง ... เสร็จจากการหวด ท่านก็อบรมต่อให้ คนอื่น ๆ จดจำไว้เป็นอุทาหร

    ถึงตอนนี้ ... ท่านคงนึกสมน้ำหน้า ว่า ‘ดี .. โดนอย่างนี้แหละจะได้เข็ด’ ... แฮะ ๆ ๆ ... ท่านผิดหวังแล้วคราาา ...บ!  พฤติกรรมเช่นนี้ ... ข้าพเจ้ายังมิได้เลิกร้าง ... ก็ของมันชอบ นี่ครับ

    ว่าจะเล่า เรื่องวันหยุดพิเศษนะนี่ ... โอโฮ ... ไปซะตั้งไกล ... อย่างนี้และ ... คนไร้สาระ ... ก็เยอะเรื่องไร้สาระ ... เอ้า ..! มาเข้าเรื่องซะที

    โรงเรียนแห่งแรกที่ข้าพเจ้า เข้าเรียน เป็นอาคารหลังเดียว เดี่ยวโดด (กรุณาอย่าเดา ว่า  คงเป็นโรงเรียนนาสาร’ ที่เล่าเรื่องเงาะโรงเรียนไปนะครับ ไม่ใช่) พื้น 2 ระดับ ชั้นล่าง ใช้เป็นที่เรียนของ ชั้น เตรียม ถึง ชั้น ป. 2  เปิดโล่ง 3 ด้าน อีกด้าน ส่วนล่าง เปิดลอดเข้าใต้ถุน ยกพื้นที่ชั้น ป. 3 – ป. 4 เรียนอยู่ ... ชั้น ป. 3 – ป. 4 ดีหน่อย มีฝากั้นให้ 3 ด้าน เวลาฝนตก ไม่ต้องอพยพ อย่างชั้นล่าง

    ทั้ง อาคาร มีฝากั้น เพียงเท่าที่เล่ามา ... หลาย ๆ ท่าน คงคิดว่า ‘ลุงแก่นี่ .. ไม่โม้ ก็ โกหก’ ... ก็แน่ล่ะ โรงเรียนที่ท่านเรียน มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกด้าน ... แต่โรงเรียนแห่งแรกของข้าพเจ้า ด้าน วัสดุ อุปกรณ์ ชั้น แปรงลบกระดาน ก็ต้องใช้กาบมะพร้าว ... ด้านบุคลากร มีครูเพียงสองคน สอน 5 ชั้นเรียน และทำหน้าที่นักการภารโรงร่วมกับนักเรียน ... โดยเฉพาะ!

    ด้านสถานที่ ห้องเรียนไม่มีผนัง บังตา ใด ๆ จำแนกแยกชั้น บุคลภายนอกไปเห็นครั้งแรก ไม่ทราบหรอกว่าตรงไหน เป็นชั้นไหน  เพราะไม่มีป้ายบอกชั้น และ ทั้ง 5 ชั้นเรียน เปิดโล่งติดกัน ดังที่กล่าวมา

    แต่พวกเราทราบ โดยดูจาก กระดานดำ ที่ตั้งขาหยั่ง ไว้หน้าชั้นเรียน สลับกัน ... แล้วครู ... จะสอนชั้นไหน ... ก็เดินไปประจำเอาหน้ากระดานดำชั้นนั้น ๆ

    ที่ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะนี่ เป็นอาคารเอนกประสงค์ ... ไม่ใช่เฉพาะของโรงเรียน ... แต่เป็นของชุมชนด้วย

    คือเวลามีงานบุญ ของชุมชน เขาก็ใช้ อาคารนี้แหละ เป็นสถานที่จัดงาน ... ยกพื้นชั้นบน ซึ่งปรกติ เป็นห้องเรียนของ ชั้น ป. 3 – 4  ใช้เป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ ..... ชั้นล่าง เป็นที่นั่งประกอบพิธีบุญ ของชาวบ้าน

    พวกเราเหล่านักเรียน และ 2 คุณครู ก็ต้องหยุดพิเศษ ... แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะเล่านะครับ ... เพราะวันหยุดพิเศษ เหล่านี้ มีกำหนดแน่นอน ทราบล่วงหน้า ไม่ว่า บุญสารทเดือนสิบ หรือวันอื่น ๆ

    แต่พวกเรามีวันหยุดพิเศษ ที่เรียกได้ว่า พิเศษ จริง ๆ อีกวัน  ... คือ

         “วันฌาปนกิจ ศพของสมาชิกในชุมชน

    วันดังกล่าว ไม่มีในปฏิทิน ไม่มี กำหนดจาก ครม.  แต่เราต้องหยุดเรียน เพราะ เขาใช้อาคารนี้ ตั้ง บังสุกุลศพ  ก่อนจะหามเข้าเผาในป่าช้า (ป่าจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่เมรุ) ซึ่งอยู่ติดหลังอาคารเรียน

               ที่นี้เชื่อยัง ว่า นี่คือ “วันหยุดพิเศษ” ของพวกเรา

ความเห็น

ไม่อยากมีวันหยุดพิเศษพันนี้เลย  .....เหอะ ...เหอะ...    มันโหวงเหวง      :noooo:

   ไม่อยากมี ก็ต้องมีแหละเจ้ ... เพราะถูกบังคับโดยสถานการณ์ ...

วันหยุดพิเศษต้องสนุกสิคะลุง..นี่ออกแนว...สยอง   :eating-me:     :help:

   พวกเราไม่เคยรู้สึกสยอง เลยนะหลาน ... ชอบด้วยซ้ำ ที่ได้หยุดเรียน โดยไม่ต้องหนี ...

   หนีเรียน จริง ๆ ... ขนาดคุณพ่อท่านก็สอนอยู่้ที่นั่น ... เย็นก็ต้องกลับมาเจอกันที่บ้าน และต้องถูกเฆี่ยน ทั้งที่บ้าน และหน้าเสาธง อีกแล้วครับท่าน ... ลุง ... ก็ยังหนี

    "ไม่ทราบ เป็นเพราะ โง่ ... หรือบ้า ...

       ฮุ ๆ ๆ

:what: :wtf3: :smoking2: :shock2: :steal:

อ่านสนุกเหมือนได้อ่านหนังสือที่ผู้่แต่งเล่าชีวิตตัวเองในวัยเด็กเลยค่ะ ชอบ ๆ ๆ เมื่อวานก็เพิ่งหยุดพิเศษมาค่ะ ไปเผาศพเพื่อนแฟนที่พิจิตร วันนี้กลับมาทำงานต่อ ขออนุญาตเล่าเรื่องวัยเด็กบ้างสักนิด คล้าย ๆ คุณลุงเล่าล่ะค่ะ ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 ตั้งแต่เรียนมา ป.1-ป.6 ไม่เคยเล่นเสียงดังต้องถูกครูตีเลย แต่วันนึง พวงอุบะ ที่แขวนอยู่กลางห้อง เพื่อน ๆ ทั้งหญิงและชายนึกสนุกขึ้นมา กระโดดใช้มือแตะส่วนที่ห้อยลงมาของอุบะนั้น แล้วมีเพื่อนคนนึงถามว่าอารีย์ เธอ (อยู่ในโรงเรียนต้องพูดเธอกับฉัน) กระโดดถึงมั๊ย ก็เลยลองกระโดดให้เพื่้อนดู ในขณะนี้นคุณครู ซึ่งเป็นน้าตัวเองเดินมาพอดี เพราะได้ยินเสียงดังตึ้ง ๆ มาจากห้องพี่ ป.6 ทุกคนถูกเรียกไปตีหน้าชั้น เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับน้อง ๆ แต่ดิฉันถูกตีเป็นสองเท่าในฐานะเป็นหลานครู และเป็นประธานนักเีรียนอีกต่างหาก อายเพื่อนและน้อง ๆ มาก แต่เราทำผิดจริง ก็ยอมรับโทษแต่โดยดี อิอิ

แบ่งปัน สร้างสรรค์ พอเพียง

 

   ก็เป็นการเล่าชีวิตของลุง ตอนวัยเด็ก จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้น ...

  เอามาเล่า เป็นอุทาหร ให้ช่วยกันค้นหา บางสิ่ง บางอย่าง ของบริบทสังคม ... ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม เยาวชน

    เราผู้เป็นองคาพยพหนึ่งของสังคม น่าจะทำอะไรบ้างไหม ที่อาจช่วยป้องกัน บรรเทา เหตุ องควิการ ของสังคมปัจจุบัน

สวัสดีค่ะ ลุงปาโล เล่าเรื่องเก่งชวนอ่าน แถมตลกอีกด้วย น่านับถือจริงๆ Laughing

ชีวิตที่เรียบง่ายกับความพอใจในสิ่งที่มี

   ครับ ... สวัสดี ครับ ... ยินดียิ่งที่เข้ามาเสวนา กะคนแก่

      เรื่องเราเอง ... ทุก ๆ มุม เป็นเรื่องจริง หากไม่อาย ... เล่าง่าย ... ไม่ต้องคิด ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องปรุง

   คาร์เนกี ... บอกว่า "คนโง่ เซ่อซ่า ... หากถูกตบหน้า ก็จะพูดได้ปร๋อ ... พูดได้เก่ง ... เพราะพูดจากความรู้สึกที่แท้จริง"

ไม้เรียวสร้างคน  แต่ปัจจุบันตีมีเรื่อง  เด็กๆสมัยนี้เป็นเทวดาที่เสียแล้ว

หน้า